วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

บริหารจัดการท่ามกลางความไม่แน่นอน

การประชุมกำหนดนโยบาย ของธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด นัดล่าสุด

ในวันที่ 16-17 กันยายนนี้ เปรียบเสมือนนัดหยุดโลกกันเลยทีเดียว สืบเนื่องจากมีกระแสคาดหมายต่างๆ นานาเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้่ยของสหรัฐ ซึ่งอยู่ในระดับต่ำเป็นประวัติการณ์ที่ 0-0.25% มาตั้งแต่เดือนธันวาคม 2551 เพื่อผลักดันสภาพเศรษฐกิจให้กลับมาแข็งแกร่งดังเดิม หลังจากตกสู่ภาวะถดถอยครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบ 8 ทศวรรษ

จริงๆ แล้วเศรษฐกิจสหรัฐเริ่มซบเซามาตั้งแต่ปี 2550 ทำให้เฟดต้องลดดอกเบี้ยเป็นระยะๆ รวมได้ 10 ครั้ง จากระดับ 4.75% เมื่อเดือนกันยายน 2550 เหลือระดับต่ำเป็นประวัติการณ์ดังที่ระบุมา เพื่อกระตุ้นการกู้ยืมสินเชื่อและเอื้อให้สินเชื่อไหลเวียนไปในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งนโยบายที่ผ่อนคลายนี้หนุนนำการซื้อที่อยู่อาศัยและการซื้อรถยนต์ จนกระทั่งทั้งสองอุตสาหกรรมฟื้นตัวขึ้นมา แต่ในแง่ลบแล้ว ดอกเบี้ยในระดับต่ำเป็นประวัติการณ์กระทบต่อการลงทุนและการออมของประชาชน เพราะแทบไม่ได้ผลตอบแทน

ที่ผ่านมา ผู้กำหนดนโยบายของเฟดระบุว่าต้องการปรับอัตราดอกเบี้ยกลับสู่ระดับปกติ ซึ่งการคาดการณ์ของเฟดนั้นมองไว้ที่การปรับดอกเบี้ยขึ้นสู่ระดับ 3% ในระยะเวลา 2 ปี แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับก้าวย่างของการเติบโตทางเศรษฐกิจและเงินเฟ้อด้วย ขณะที่ก่อนหน้านี้ ประธานธนาคารกลางสหรัฐส่งสัญญาณว่าน่าจะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยภายในปีนี้ พร้อมอธิบายว่าต้องมีการพิจารณาตัวเลขต่างๆ ทางเศรษฐกิจประกอบกันไปด้วย

สถาบันการเงินชั้นนำของโลก อย่างธนาคารโลกมองว่าประเทศกำลังพัฒนา อาจได้รับผลกระทบไม่มากนัก ในกรณีเฟดเริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เพราะการขึ้นดอกเบี้ยของเฟด เป็นที่คาดหมายกันมานานแล้ว อีกทั้งหากเฟดเริ่มปรับขึ้นดอกเบี้ย ก็จะดำเนินไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่ได้ปรับขึ้นครั้งละมากๆ นอกจากนั้น หากเฟดมีการปรับขึ้นดอกเบี้ย จะสะท้อนว่าเศรษฐกิจสหรัฐแข็งแกร่ง ซึ่งความเข้มแข็งของเศรษฐกิจสหรัฐ เป็นข่าวดีสำหรับทั่วโลก

อย่างไรก็ดี ประเทศกำลังพัฒนาก็เผชิญความเสี่ยงเช่นกัน เพราะบางประเทศมีสภาพเปราะบาง และจะได้รับผลกระทบในแง่ของหนี้สินภาครัฐและเอกชนที่อยู่ในรูปของสกุลเงินต่างประเทศ อีกทั้งความเสี่ยงยังเกิดขึ้นหากประเทศนั้น มีการขาดดุลการค้าระหว่างประเทศจำนวนมาก หรือมีการเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับต่ำ นอกจากนั้น ยังมีความเสี่ยงที่กระแสเงินทุนซึ่งไหลเข้าประเทศกำลังพัฒนา จะลดลงมากในกรณีที่เฟดขึ้นดอกเบี้ย

ความผันผวนในตลาดนั้น เป็นสิ่งที่หลายฝ่ายจับตาอยู่แล้ว รวมถึงธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ระบุว่าได้จัดวางแนวทางสำหรับดูแลสถานการณ์ด้านต่างๆ ไว้กรณีที่เกิดความผันผวนทางการเงินขึ้น ในทำนองเดียวกัน สำหรับประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกอย่างจีน ก็มองว่าหากเฟดขึ้นดอกเบี้ย จะมีผลกระทบจำกัดต่อเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งแน่นอนว่าไม่เพียงจีนกับไทยเท่านั้นที่ต้องบริหารและดูแลความเสี่ยงต่างๆ แต่อีกหลายประเทศทั่วโลก ก็ต้องประคองสถานการณ์ให้ผ่านพ้นความผันผวน และความไม่แน่นอนไปให้บอบช้ำน้อยที่สุดเช่นกัน