วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ข้อพิพาทคดี 'โทรคม' ยืดเยื้อ จบยาก....

หลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติให้ “อุตตม สาวนายน” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ

และการสื่อสาร (ไอซีที) ไปเร่งรัดให้ บมจ.ทีโอที เรียกชดใช้ค่าเสียผลประโยชน์จาก บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) ตามคำตัดสินของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรณีแก้ไขสัญญาที่เอื้อประโยชน์ให้เอไอเอส

ทันทีที่ ครม.มีแอคชั่น บอร์ดทีโอทีได้ประชุมหารือเรื่องนี้ เพื่อเรียกค่าเสียหายจากเอไอเอสราวๆ 60,000 หมื่นล้านบาท ขณะที่ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ก็เรียกบอร์ดทีโอที และรักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่ทีโอทีเข้าหารือ คาดว่า คงจะหารือ หาทางออกในเรื่องดังกล่าว 

ด้าน “สมชัย เลิศสุทธิวงค์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) ก็ยืนยันทันทีเช่นกันว่า ไม่ได้กระทำการผิดเงื่อนไขสัญญาร่วมการงานดังกล่าว และการแก้ไขสัญญาบริษัทดำเนินการถูกต้องตามกฎหมาย ในลักษณะเดียวกันกับที่ผู้ประกอบการรายอื่นๆ ได้ กระทำกับหน่วยงานภาครัฐ

สำหรับกรณีแก้สัญญาสัมปทานนี้ “พรชัย รุจิประภา” อดีตรัฐมนตรีไอซีที ได้สั่งให้ทีโอทีส่งรายงานผลกระทบจากการแก้สัญญาสัมปทานดังกล่าวแล้ว หลังป.ป.ช.ชี้มูลว่าการแก้ในครั้งที่ 6 และ 7 อาจทำให้ทีโอทีซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐเสียผลประโยชน์ราว 77,000 ล้านบาท เป็นตัวเลขที่สรุปล่าสุดในขณะนั้น

การแก้ไขสัญญาสัมปทานระหว่างทีโอทีกับเอไอเอส ได้เจรจาแก้ไขสัญญาแนบท้ายเพิ่มเติมทั้งสิ้น 7 ครั้ง ซึ่งที่ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด คือครั้งที่ 6 ที่แก้ไขสัญญาปรับลดส่วนแบ่งรายได้จากระบบบัตรเติมเงิน (พรีเพด) ให้เหลือ 20% ตลอดอายุสัญญาสัมปทานที่จะสิ้นสุดลงในก.ย.นี้ จากเดิมการคิดส่วนแบ่งรายได้ต้องจ่ายในอัตราขั้นบันไดสูงสุดที่ 35% และครั้งที่ 7 ให้เอไอเอสนำโครงข่ายไปให้ผู้บริการรายอื่นร่วมใช้เครือข่าย (โรมมิ่ง) ได้ และให้เอไอเอสนำค่าใช้จ่ายดังกล่าวมาหักออกจากรายได้ที่นำส่งตามจริง

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมารัฐมนตรีไอซีทีคนก่อนๆ ก็พยายามให้ทีโอที และเอไอเอสไปเจรจายุติข้อพิพาทระหว่างกัน เพื่อให้ทำธุรกิิจร่วมกันได้ในอนาคต

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเหมือน “พายเรือในอ่าง” เปลี่ยนรัฐบาลทีเปลี่ยน ครม.ที ก็หยิบยกขึ้นมาปัดฝุ่นพิจารณาใหม่ “ไม่มีจบ” กรณีสัญญาสัมปทาน หรือร่วมการงานเอกชนกับรัฐนั้น เอกชนมักมีมือกฎหมายที่เก่ง ศึกษาข้อมูลทางได้ทางเสียไว้รอบคอบ หากไม่มีกฎหมาย ระเบียบ หรือข้อกฎหมายที่จัดทำขึ้นโดยหน่วยงานของรัฐ “เปิดช่อง” ให้ทำได้อย่างถูกต้อง คงไม่มีใครเสี่ยง ฉะนั้น รื้อฟื้นแต่ละครั้ง จึงหาช่องเอาผิดเอกชนอย่างจริงจังไม่ได้ และหลายๆ กรณีกลายเป็นเอกชนฟ้องเอาผิดรัฐต้องจ่าย “ค่าโง่” หลักพันหลักหมื่นล้านให้เอกชน ก็เห็นมาหลายเหตุการณ์ ส่วนกรณีนี้จะลงเอยอย่างไร ต้องจับตามองต่อไป 

แต่ประเด็น คือ รัฐควรนำเวลาเหล่านั้นมาสรรหาวิธีให้เกิดบริการดีๆ มีคุณภาพและมีประโยชน์ต่อประชาชนส่วนรวมด้วย..ซึ่งจะสร้างประโยชน์เข้าถึงประชาชนได้ตรงๆ กว่าเยอะ