ใครที่ติดตามข่าวเรื่องโครงการสร้างรถไฟของจีนในอินโดนีเซีย จะรู้ว่ารัฐบาลอินโดฯปรับแผนใหม่
ที่เดิมจะกู้เงินก้อนใหญ่จากจีนเพื่อสร้างรถไฟความเร็วสูง ก็เปลี่ยนเป็นความเร็วปานกลาง และขอให้จีนกับญี่ปุ่นแข่งกันเสนอใหม่
เพราะรัฐบาลอินโดฯ ประเมินว่าถ้าเปลี่ยนเป็นรถไฟความเร็วปานกลาง จะประหยัดเงินได้ถึง 40% และเมื่อวิเคราะห์รอบด้านแล้ว โครงการรถไฟความเร็วสูงที่จีนเสนอ ก็ไม่ได้มีความคุ้มการลงทุนแต่อย่างใด
รายละเอียดกรณีศึกษาของอินโดฯ เรื่องนี้ จะได้มาเล่าสู่กันฟังในคอลัมน์นี้อีกวันหนึ่ง เพราะมีหลายประเด็นที่น่าจะเป็นบทเรียนให้ไทยเราได้เช่นกัน หรือกระทรวงคมนาคมกับกระทรวงต่างประเทศไทย ก็น่าจะนัดหมายแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับเพื่อนเราที่อินโดฯ ได้ ในฐานะอาเซียนที่ใกล้ชิดสนิทสนมกัน
เมื่อรัฐมนตรีคมนาคม อาคม เติมพิทยาไพสิฐ บอกนักข่าววันก่อนว่าวงเงินการลงทุนโครงการรถไฟความเร็วปานกลาง ที่พูดคุยกับจีนมาตลอดนั้น บัดนี้ทางไทยเห็นว่าวงเงินการลงทุนที่ทางจีนเสนอมา ยังสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ถึง 30%
จึงต้องให้ที่ปรึกษาโครงการที่จัดตั้งขึ้นรับรายละเอียดกลับไปพิจารณา คาดว่าจะใช้เวลาตรวจสอบแล้วเสร็จใน 1 เดือนหลังจากนี้
สอดคล้องกับที่รองนายกฯ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ได้บอกกระทรวงคมนาคมในการไปมอบนโยบายวันก่อน ว่าแม้ว่าโครงการรถไฟไทย-จีนจะเป็น “ไฮไลต์” แต่กระทรวงคมนาคมก็ควรจะแก้ไขให้ถูกต้อง ไม่ต้องรีบร้อน เพราะต้องทำให้รอบคอบ
คุณสมคิดบอกว่าเอกชนต่างประเทศที่ไทยต้องการให้ร่วมกันลงทุนก็มีจีน ญี่ปุ่น อเมริกา “แต่ต้องตั้งอยู่ในเงื่อนไขว่าเราต้องได้ประโยชน์ เช่นเงินกู้ต่างประเทศ ดอกเบี้ยต้องถูก”
“ถ้าไม่ให้อะไรกับเราเลย ไทยก็มีสิทธิ์จะไม่พิจารณา” คือคำกล่าวของรองนายกฯ ฝ่ายเศรษฐกิจ ที่บอกกับคนของกระทรวงคมนาคม ในภาวะที่มีตัวอย่างให้เห็นจากเพื่อนบ้าน
แน่นอนว่าไทยต้องคบกับจีนและญี่ปุ่น อินเดียและเกาหลีใต้ อีกทั้งยังต้องถ่วงดุลกับสหรัฐและยุโรปเพื่อให้ไทยได้ประโยชน์สูงสุด
จีนกับญี่ปุ่นต่างมีข้อเสนอที่น่าสนใจ และไทยเราจะต้องประเมินผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจระยะยาวเป็นหลัก ไม่ควรผลีผลาม ไม่ต้องเร่งร้อน และต้องรายงานกับประชาชนคนไทยให้ได้รับทราบในทุกรายละเอียด
เพราะในท้ายที่สุดแล้ว การสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องใช้เงินก้อนใหญ่ทั้งนั้น กว่าจะสร้างเสร็จรัฐบาลชุดนี้ก็ไม่ได้อยู่ตอบคำถามต่าง ๆ ที่คนรุ่นหลังจะต้องรับทราบ ความรอบคอบและรอบด้านอีกทั้งความโปร่งใสจึงเป็นหัวใจของการดำเนินโครงการต่าง ๆ เหล่านี้
ข้อดีข้อเสียและผลประโยชน์ที่แท้จริงอยู่ตรงไหน ต้องมีการวิเคราะห์อย่างเข้มข้น เพื่อให้แน่ใจว่าเราจะไม่ถูกกดดันโดยการเมืองระหว่างประเทศระยะสั้น หรือไม่พิจารณาเฉพาะข้อมูลชุดเดียว
แน่นอนว่าโครงสร้างพื้นฐานเป็นเรื่องสำคัญ สำหรับการเสริมความสามารถในการแข่งขันของไทยในเวทีสากล แต่ขณะเดียวกันเราก็ต้องชั่งน้ำหนักของทุก ๆ ด้านอย่างระมัดระวัง
เร่งรัดแบบรอบคอบ หรือที่ภาษาฝรั่งใช้ว่า Make haste…slowly จึงเป็นหัวใจของการดำเนินการเรื่องการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ที่ต่างประเทศเข้ามามีส่วนร่วมอย่างมีนัยสำคัญ






