คอลัมน์ ‘มุมคิดมหภาค’ ครั้งที่แล้ว ในบทความ ‘เหตุผลที่เฟดอาจขึ้นดอกเบี้ย กันยายน 2015’ ผมได้พูดถึง 4 เหตุผล
ที่เฟดอาจจะขึ้นดอกเบี้ยในวันนี้ ครั้งนี้ เพื่อให้ไม่เกิดการเอียงไปข้างใดข้างหนึ่ง วันนี้ผมจะขอพูดถึง 4 เหตุผลที่เฟดอาจไม่ขึ้นดอกเบี้ย ที่สำคัญผมจะขอแชร์มุมมองว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในวันนี้หรือไม่ไว้ในตอนท้าย
ขอเริ่มจากเหตุผลแรกที่เฟดอาจไม่ขึ้นดอกเบี้ย ได้แก่ เรื่อง ‘อัตราการว่างงาน’ และ ‘ความไม่เท่าเทียมของรายได้’ ใช่แล้วครับผมเขียนไม่ผิด ‘อัตราการว่างงาน’ แม้ว่าตัวเลขอัตราการว่างงานอย่างเป็นทางการของสหรัฐ จะลดลงต่ำกว่าตอนก่อนวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ที่ร้อยละ 5.1 ในตอนนี้ ทว่า หากนับเฉพาะอัตราการว่างงานของชาวอเมริกาสัญชาติแอฟริกัน กลับพบว่ามีอัตราการว่างงานอยู่ที่มากกว่าร้อยละ 9 หากรวมพนักงานที่ทำงานแบบ part-time แต่อยากจะหางานเต็มเวลา จะพบว่ามีอัตราการว่างงานที่ร้อยละ 10.3 ที่น่าสนใจคือ หากนับเฉพาะชาวอเมริกาสัญชาติแอฟริกัน ที่จบมัธยมศึกษาตอนปลาย จะพบว่ามีอัตราการว่างงานเกินร้อยละ 50 นั่นคือตัวเลขการว่างงานที่ประกาศอย่างเป็นทางการ กับไส้ในที่แท้จริงนั้น มีความแตกต่างกันหลายล้านคน
ด้วยการที่มีตัวเลขการว่างงานที่ยังไม่ต่ำมากในทุกๆ กลุ่ม การที่ธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนนี้ เหมือนจะไปกระทุ้งให้ตลาดแรงงานยิ่งซบเซาลงไปอีก ซึ่งเท่ากับไปกดค่าแรงงานของลูกจ้างให้ลดต่ำลงไป ซึ่งเท่ากับไปซ้ำเติม ‘ความไม่เท่าเทียมของรายได้’ ระหว่างคนรวยและคนจนให้ถ่างกว้างขึ้นไปอีกมาก
เหตุผลที่สอง ‘ภาพที่ไม่สดใสของการเติบโตทางเศรษฐกิจในปีหน้า’ จากการคาดการณ์ล่าสุดของ Citi ปรากฏว่า ณ วันนี้ โอกาสที่เศรษฐกิจโลกจะเข้าสู่สภาวะถดถอยมีอยู่ถึงร้อยละ 40 และมีอยู่ถึงร้อยละ 15 ที่จะเข้าสู่สภาวะถดถอยอย่างรุนแรง หรือวิกฤติการเงิน นั่นคือโอกาสที่พวกเราจะได้รับข่าวร้ายจากการเติบโตของเศรษฐกิจโลกมีถึงร้อยละ 55
นอกจากนี้ หากพิจารณาคาดการณ์ของอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจโลกในปีนี้ จะพบว่าการทบทวนให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ลดลงอยู่ในระดับที่สูงมาก รวมถึงคาดการณ์ของการเติบโตทางเศรษฐกิจในปีหน้า ก็ถือว่าอยู่ในระดับที่ต่ำใกล้เคียงกับในปีนี้ (ดังรูปที่ 1)
เหตุผลที่สาม’ระดับอัตราเงินเฟ้อที่ตอนนี้ถือว่าไม่เป็นใจ’ ในปีนี้ ได้เกิดปรากฏการณ์ที่ถือว่าเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 50 ปี (ดังรูปที่ 2) นั่นคือ จำนวนประเทศที่เกิดภาวะอัตราเงินฝืด มีมากกว่าจำนวนประเทศที่มีอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งตรงนี้ มีความหมายในเชิงการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดอยู่พอสมควร ภาวะอัตราเงินเฟ้อหรือเงินฝืด มักจะเป็นปรากฏการณ์ที่เปรียบเหมือนการแพร่เชื้อของโลกติดต่อ หากมองย้อนกลับไปในช่วงที่เกิด Great Depression ในทศวรรษที่ 1930 จะพบว่าประเทศต่างๆ พากันเผชิญกับการเกิดภาวะอัตราเงินฝืดกันทีละประเทศไปเรื่อยๆ ในปีนี้ ดูแล้วน่าจะไม่ห่างไกลกับเหตุการณ์ในครั้งนั้นมากนัก ต้องบอกว่าอัตราเงินเฟ้อที่ถือว่ายังต่ำกว่าเป้าหมายที่ร้อยละ 2 พอสมควร ในสหรัฐตอนนี้ เหมือนหอกข้างแคร่ที่เฟดไม่กล้าพูดว่า จะขึ้นดอกเบี้ยในวันนี้ได้เต็มปาก นอกจากนี้ ‘โรคเงินฝืด’ ที่อาจจะระบาดในอนาคตก็มีน้ำหนักอยู่ลึกๆ ในตอนนี้เช่นกัน
ท้ายสุด ‘เจ็บหนักถ้าขึ้นดอกเบี้ยพลาด พอแก้ได้ถ้าคงดอกเบี้ยพลาด’ หากประเมินความเสี่ยงจากการขึ้นดอกเบี้ยแล้วเศรษฐกิจเกิดสะดุดขึ้นมาจริงๆ ทางแก้เดียวในตอนนี้ คือ การกลับมาทำ QE หรือมาตรการเชิงปริมาณอีกรอบ ซึ่งเหนื่อยมากๆ ในตอนนี้ ที่เศรษฐกิจจีนคงไม่เป็นใจเหมือน 6 ปีก่อน ในทางกลับกัน ถ้าคงดอกเบี้ยแล้วเกิดฟองสบู่โตขึ้นมาเกิน ยังสามารถใช้การขึ้นอัตราดอกเบี้ยสูงๆ พอจะแก้หรือบรรเทาได้
หลังจากที่ท่านผู้อ่านได้พิจารณาเหตุผลของบทความครั้งนี้กับครั้งก่อน ผมคิดว่าหลายคนคงจะมีความเห็นที่แตกต่างกันไป เนื่องจากมีเหตุผลที่น่าเชื่อถือกันทั้งสองฝ่าย
สำหรับโดยส่วนตัวผม น้ำหนักสูสีกันทั้งเหตุผลของบทความในวันนี้และครั้งก่อน แต่ถ้าจะให้ต้องเลือกแบบไม่อยากจะฟันธง ผมอ่านใจว่านางเจเน็ต เยลเลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐ คงอยากจะเก็บข่าวดีนี้ไว้ในครั้งหน้า ที่ความกดดันจากปัจจัยภายนอกน่าจะน้อยลงกว่านี้ครับ
หมายเหตุ ฝากข่าวประชาสัมพันธ์จากหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์สหกรณ์ (ภาคพิเศษ) ม.เกษตรฯ เปิดรับนิสิตรุ่นใหม่ จนถึงวันที่ 27 กันยายนนี้ สนใจติดต่อ 02-561-0928






