หากไม่มีอะไรผิดพลาดภายใน 1- 2 สัปดาห์ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี
ในฐานะกำกับดูแลสำนักงาน คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือที่คนทั่วไปเรียกว่า“สภาพัฒน์” จะเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเห็นชอบแต่งตั้ง“ ปรเมธี วิมลศิริ” เลื่อนจากรองเลขาธิการฯขึ้นมาดำรงตำแหน่งแทน อาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการฯคนปัจจุบันที่ลาออกจากตำแหน่งข้าราชการประจำ ไปดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเพียงตำแหน่งเดียว ตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรีที่ไม่ต้องการให้มีการรับตำแหน่งซ้ำซ้อน
แม้ชื่อของ ปรเมธี แม้จะไม่โด่งดังคุ้นหูเท่ากับชื่อของเลขาธิการคนปัจจุบัน อย่างไรก็ตามการขึ้นมารับตำแหน่งกุมบังเหียนสภาพัฒน์ของ ปรเมธี ก็ไม่ใช่เรื่องผิดความคาดหมายนักเนื่องจากเขาถือเป็นลูกหม้อของสภาพัฒน์อย่างแท้จริงทำงาน ในองค์กรนี้มายาวนานกว่า 30 ปี จากตั้งแต่ตำแหน่งเจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน 4 กองวางแผนส่วนรวมไต่เต้าขึ้นมาจนดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการ สศช.อยู่ในปัจจุบัน
ไม่เพียงเชี่ยวชาญงานด้านต่างๆที่สภาพัฒน์รับผิดชอบดูแล ปรเมธียังได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่มีความรู้ในเรื่องเศรษฐกิจมหภาคและนโยบายการเงินเป็นอย่างดีโดยปัจจุบันเขาเป็นหนึ่งในคณะกรรมการ กนง.และที่ผ่านมาในการแถลงตัวเลขาจีดีพีรายไตรมาสของสภาพัฒน์เขามักจะได้รับการมอบหมายให้เป็นผู้ตอบคำถามถึงสถานการณ์เศรษฐกิจต่างประเทศที่ส่งผลเชื่อมโยงถึงเศรษฐกิจไทย
สภาพัฒน์เป็นหน่วยงานทางเศรษฐกิจที่สำคัญมากที่สุดหน่วยงานหนึ่งเป็นเสมือนมันสมองของรัฐบาล ทำหน้าที่ในการให้ข้อมูลให้คำปรึกษา (Think Tank)ให้กับรัฐบาลเห็นได้จากองค์ประกอบของคณะกรรมการต่างๆที่มีส่วนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมแทบทุกชุด เช่น คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ คณะกรรมการพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ คณะกรรมการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ในการออกแบบองค์ประกอบคณะกรรมการจะกำหนดให้เลขาฯสภาพัฒน์เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง ยังไม่นับภารกิจพิเศษที่รัฐบาลมอบหมายให้สภาพัฒน์รับผิดชอบ โดยเนื้องานของเลขาธิการสภาพัฒน์นั้นถือว่าเป็นงานหนักไม่น้อย
นอกจากนั้นสภาพัฒน์ยังมีบทบาทสำคัญในการจัดทำแผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ประเทศไทยกำลังอยู่ระหว่างจัดทำแผนฯฉบับที่ 12 (2560 - 2564) โดยมีเป้าหมายที่ท้าทายในการพัฒนาประเทศในหลายด้านไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาประเทศให้หลุดพ้นจากกับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลาง การรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจให้ขยายตัวเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า5% การเพิ่มรายได้ประชาชาติต่อหัว เพิ่มเป็นคนละ 301,199บาทต่อปี มีผลิตภาพการผลิตเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่าปีละ 2.5% มีการลงทุนรวมขยายตัวไม่ต่ำกว่า 8% ปริมาณการส่งออกขยายตัวไม่ต่ำกว่าปีละ4% เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ สภาพัฒน์ไม่สามารถทำได้แต่เพียงลำพัง แต่เลขฯสภาพัฒน์ ต้องสามารถประสานความร่วมมือของทุกหน่วยงาน ทุกองค์กรที่เกี่ยวข้องให้เห็นถึงเป้าหมายปลายทางในการพัฒนาประเทศเพื่อเดินหน้าไปด้วยกัน
สิ่งท้าทายสำคัญ คือท่ามกลางเป้าหมายในการเพิ่มรายได้ประชากรและการสร้างอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ เลขาสภาพัฒน์คนใหม่จะมีวิธีการทำงานอย่างไรกับบรรดานักการเมืองหรือรัฐบาลต่างๆที่จะเข้ามาบริหารประเทศให้สามารถสร้างความสมดุลย์ระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจ ความยั่งยืนตามกรอบวินัยการเงินการคลัง และการพัฒนาสังคมอย่างเท่าเทียม
..สิ่งที่สังคมคาดหวังจากสภาพัฒน์ยังรวมถึงการทำงานที่เป็นอิสระในระดับหนึ่ง สามารถเปิดเผยข้อมูลต่างๆให้สังคม ได้รับทราบ โดยเฉพาะเมื่อพบว่าสิ่งที่ฝ่ายการเมืองกำลังทำนั้นไม่ถูกต้องและอาจสร้างความเสียหายกับประเทศ ในบางสถานการณ์คำพูดของเลขฯสภาพัฒน์ก็น่าเชื่อถือกว่านักการเมือง นักเลือกตั้ง หรือรัฐมนตรีและสังคมพร้อมจะให้การสนับสนุนมากกว่า








