ผลเลือกตั้งสิงคโปร์เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา พิสูจน์อย่างหนึ่งว่า อดีตนายกฯลีกวนยิว
นี่เก่งเหนือมนุษย์จริง ๆ... ตายไปแล้วก็ยังช่วยหาเสียงให้พรรค People’s Action Party (PAP) และลูกชายที่เป็นนายกรัฐมนตรีได้อย่างดียิ่ง
เพราะผมเชื่อว่าที่ PAP ยึดที่นั่งในสภาได้ 83 จาก 89 (ยึดคืนจากพรรคฝ่ายค้าน Workers’ Party หนึ่งที่นั่งในเขตเลือกตั้ง Punggol East) และได้คะแนน 69.9% จาก 60.1% ในการหย่อนบัตรเมื่อสี่ปีก่อนนั้น เป็นเพราะคนสิงคโปร์ยังรำลึกถึงลีกวนยิว ที่เพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อไม่กี่เดือนก่อน
และด้วยความรู้สึกชื่นชมอดีตนายกฯ ผู้ก่อตั้งสิงคโปร์เมื่อ 50 ปีก่อนนี่แหละที่ทำให้ผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้ง 2.46 ล้านคนออกมาใช้สิทธิกันกว่า 93% เพื่อให้พรรค PAP บริหารประเทศต่อไป
สองเหตุผลหลักที่นายกฯหลี่เสียนหลง ใช้ตัดสินยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ทั้งๆ ที่หากเดินตามปฏิทินการเมืองเดิม ควรจะเลือกตั้งเดือนมกราคมปีหน้าก็คือปีนี้เฉลิมฉลอง 50 ปีแห่งเอกราชของประเทศ และสองอารมณ์อาลัยอาวรณ์ของคนสิงคโปร์ ต่อการจากไปของลีกวนยิวจะช่วยทำให้ผู้คนมาลงคะแนนให้กับพรรครัฐบาลเพื่อให้ปกครองประเทศต่อไป
การเลือกตั้งครั้งนี้แบ่งเป็น 29 เขต มีที่นั่ง 89 ที่ และใน 15 เขตพรรคผู้สมัครพรรคPAP ได้คะแนนเกิน 70% ซึ่งเป็นแนวโน้มเข้าข้างรัฐบาลซึ่งไม่ค่อยได้เห็นในการเลือกตั้งช่วงหลังๆ ที่ผ่านมาเท่าไรนัก
พรรคฝ่ายค้าน Workers’ Party เดิมมี 7 ที่นั่งในสภายังสามารถเอาชนะในเขต Aljunied GRC ซึ่งมี 5 ที่นั่ง เพราะเลขาธิการพรรคชื่อ Low Thia Khiang ยังครองใจของคนในเขตนี้อยู่ได้ แต่คะแนนก็หดลงเหลือ 51% (2,612 คะแนน) เมื่อเทียบกับ 54.7% ในการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว
อีกเขตหนึ่งที่พรรค WP สามารถรักษาเก้าอี้ไว้ได้คือเขต Hougang ซึ่งมี 1 ที่นั่ง แต่คะแนนก็ลดลงจาก 62.1% ในการเลือกตั้งซ่อมเมื่อสามปีก่อนมาเหลือเพียง 57.7% ในการเลือกตั้งใหญ่ครั้งนี้
โดยภาพรวมแล้ว พรรคฝ่ายค้านใหญ่นี้ได้คะแนนความนิยมจากประชาชนในเขตเลือกตั้งที่ส่งผู้สมัครทั้งหมดลดลง 6.8% เหลือ 39.8%
ขณะที่พรรครัฐบาล PAP ได้คะแนนรวมเพิ่มขึ้นเกือบ 10% คือจาก 60.1% ขึ้นมาเป็น 69.9%
ครั้งนี้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองสิงคโปร์ตั้งแต่ได้เอกราชมาเมื่อ 1965 ที่มีการหย่อนบัตรเลือกตั้งทุกเขตพร้อมๆ กัน
พรรคฝ่ายค้านส่งผู้สมัครทั้งหมด 8 พรรคซึ่งถือว่าเป็นจำนวนสูงสุดตั้งแต่มีการเลือกตั้งเป็นต้นมาโดยพรรค WP ส่งลงแข่ง 28 ที่นั่ง พรรค National Solidarity ส่ง 12 คน พรรค Reform และ SDP พรรคละ 11 คน
แน่นอนว่าผลการเลือกตั้งครั้งนี้ ตอกย้ำถึงความสำเร็จของนายกฯ หลี่เสียนหลง ซึ่งประกาศหลังผลเลือกตั้งออกมาว่า “พรุ่งนี้ต้องดีกว่าวันนี้ SG100 ต้องดีกว่า SG5” (เขาวางวิสัยทัศน์จากครบรอบ 50 ปีถึง 100 ปีแล้ว)
เขาย้ำว่าการเมืองสิงคโปร์ต้องมีคุณสมบัติ 3 ประการหลักที่สำคัญยิ่งคือ
1. ต้องซื่อสัตย์และสะอาด
2. รัฐบาลต้องดูแลประชาชนทั้งวันนี้และวันหน้า
3. คนดีต้องเข้ามาทำงาน การเมืองจึงจะเดินหน้าได้
ที่สำคัญกว่านั้นคือคนสิงคโปร์กำลังจะรอว่าเขาจะประกาศ “แผนการผลัดใบครั้งใหญ่” โดยที่ผู้เป็นนายกฯ คนต่อไป ไม่จำเป็นต้องแซ่ลีได้อย่างไร!









