วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

พิราบกับเหยี่ยวญี่ปุ่น ปะทะตั้งรับมังกรจีน

ภาพประท้วงของคนญี่ปุ่นต่อต้านกฎหมาย “ความมั่นคง” ใหม่ของนายกรัฐมนตรีชินโซะ อาเบะ เมื่อเร็ว ๆ นี้

 เป็นการตอกย้ำความกลัวของชาวอาทิตย์อุทัย ที่จะต้องทำสงครามอีกรอบหนึ่ง

ยิ่งปีนี้ครบรอบ 70 ปีของการสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่สอง ที่เป็นตราบาปของคนญี่ปุ่นเพราะสร้างบาปสร้างกรรมเอาไว้ ก็ยิ่งทำให้คนญี่ปุ่นจำนวนไม่น้อย ไม่ต้องการให้นักการเมืองแก้กฎหมาย เพื่อให้ทหารญี่ปุ่นติดอาวุธพร้อมรบอีกครั้งหนึ่ง

เพราะรัฐธรรมนูญที่สหรัฐ เขียนให้ใช้หลังญี่ปุ่นกลายเป็นผู้แพ้สงครามกำหนดไว้ชัด ๆ ว่าห้ามมีกองทัพของตนเองเพราะเคยก่อกรรมทำเข็ญเอาไว้มาก

จนทุกวันนี้ก็ยังไม่เรียกว่าเป็นกองทัพ (armed forces) แต่เรียกเป็น “กองกำลังป้องกันตนเอง” (self-defence force)

เรื่องความมั่นคงของญี่ปุ่นจึงอยู่ใต้ “ร่มเงา” ของสหรัฐมาตลอด

กฎหมายสูงสุดของญี่ปุ่นจึงถูกขนานนามเป็น “รัฐธรรมนูญสันติภาพ” หรือ Pacifist Constitution มาตลอด

แต่เมื่อเหตุการณ์เปลี่ยน แนวคิดก็เปลี่ยน ญี่ปุ่นมีปัญหาขัดแย้งกับจีนในทะเลจีนตะวันออก จีนสร้างแสนยานุภาพทางทหารต่อเนื่อง สหรัฐไม่อาจจะปกป้องญี่ปุ่นทางด้านทหารทั้งหมด เพราะงบประมาณจำกัดและวอชิงตันต้องการพันธมิตรในเอเชียเพื่อสะกัดการเติบใหญ่ของอิทธิพลจีน

ที่ญี่ปุ่นกังวลไม่น้อยกว่าจีนก็คือ เกาหลีเหนือซึ่งอาจจะก่อให้เกิดสงครามเมื่อไหร่ก็ได้โดยไม่ต้องแจ้งเตือน เพราะที่ผ่านมาเปียงยางก็ยิงจรวดไปยังเป้าหมายใกล้ ๆ ญี่ปุ่นเป็นประจำอยู่แล้ว

จึงเป็นเหตุผลที่นายกฯอาเบะ เสนอแก้กฎหมายเพื่อสามารถส่งทหารไปนอกประเทศภายใต้เงื่อนไข 3 ข้อคือ

1. ในกรณีที่ญี่ปุ่นถูกโจมตี หรือเมื่อพันธมิตรใกล้ชิดถูกโจมตี และผลที่ตามมาคุกคามความอยู่รอดของญี่ปุ่น และมีสิ่งบอกเหตุชัดเจนว่าสถานการณ์นั้น ๆ จะเป็นอันตรายต่อประชาชนคนญี่ปุ่น

2. เมื่อไม่มีวิธีการอย่างอื่นที่เหมาะสมเพื่อหยุดยั้งการโจมตี และรับรองความอยู่รอดของญี่ปุ่น และปกป้องประชาชน

3. การใช้กำลังจะต้องจำกัดให้อยู่ในระดับที่จำเป็นจริง ๆ เท่านั้น

แม้ว่ารัฐธรรมนูญจะตีกรอบให้กองกำลังของญี่ปุ่นมีหน้าที่เพื่อ “ป้องกันตัวเอง” เป็นหลัก แต่ทุกวันนี้อาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพญี่ปุ่นก็ทันสมัย ไม่ว่าจะเป็นทางบก อากาศ หรือทะเล อีกทั้งยังมีแผนการเสริมสร้างแสนยานุภาพอย่างต่อเนื่อง

กองกำลังทหารของญี่ปุ่นมีอยู่ประมาณ 150,000 คน ซึ่งไม่ถือว่าใหญ่เมื่อเทียบกับจีนแต่ก็มีอาวุธ เครื่องบินและเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์พร้อมทำศึกไม่น้อย

ที่ผ่านมา เรือรบและเครื่องบินลาดตระเวนญี่ปุ่น ได้ไปร่วมปฏิบัติปราบโจรสลัดแถวน่านน้ำแอฟริกาและจุดอื่น ๆ ซึ่งเป็นการตอกย้ำถึงความพร้อมทางด้านบุคลากร และอาวุธยุทโธปกรณ์หากเกิดความจำเป็นในภาวะฉุกเฉิน

นายกฯอาเบะ เป็น “เหยี่ยว” ที่ต้องการจะปลุกระดมความรู้สึกชาตินิยมกลับมา ให้สามารถเผชิญหน้ากับจีนในโลกสมัยใหม่นี้ให้ได้ไม่ว่าในแง่เศรษฐกิจ การเมือง และความมั่นคง

แต่คนรุ่นใหม่และคนทำงานที่ไม่ต้องการเห็นญี่ปุ่นเล่นบทบู๊ เพราะเจ็บปวดจากความพ่ายแพ้ในสมรภูมิโลกมาแล้ว ก็ไม่ยอมให้นักการเมืองสายเหยี่ยวกำหนดวาระแห่งชาติอย่างที่เห็นอยู่ทุกวันนี้

การต่อสู้ทางความคิดเรื่องทหารกับการเมือง ความมั่นคงกับเศรษฐกิจ และความสัมพันธ์ของญี่ปุ่นกับมหาอำนาจอื่น ๆ ทั่วโลกจึงร้อนแรงขึ้นมาอีกรอบหนึ่ง