จากการให้สัมภาษณ์ของนายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร
(ไอซีที) ว่า ไอซีทีพร้อมจะช่วยบมจ.กสท โทรคมนาคม เรื่องขั้นตอนด้านกฎหมาย และการแก้ไขสัญญาสัมปทาน เพื่อนำเข้าสู่วาระการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) กรณีการคืนคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ที่บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) คู่สัญญาสัมปทานไม่ได้ใช้งานจำนวน 5 เมกะเฮิรตซ์มาร่วมประมูลกับคณะกรรมการกิจการวิทยุกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) วันที่ 11 พ.ย.นี้ โดยไอซีทีเห็นว่าการประมูลคลื่นความถี่ดังกล่าวสำหรับให้บริการ 4จี ความถี่ควรมีอย่างน้อยใบอนุญาตละ 15 เมกะเฮิรตซ์ ดังนั้น จึงพร้อมจะสนับสนุน กสท ทำเอกสารสำหรับคืนคลื่นความถี่ให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด เพราะเห็นว่าการประมูลคลื่นถ้าแถบแบนด์วิธกว้างขึ้น ก็จะส่งผลดีต่อประเทศชาติ เพื่อให้ทันกรอบเวลาของกสทช. สำหรับคลื่นที่ไม่ได้ใช้งานในส่วนที่เหลือ 20 เมกะเฮิรตซ์ของดีแทค และกสท ต้องการจะนำมาพัฒนาเพื่อให้บริการ 4จีแอลทีอีเอง ก็จะรับไปพิจารณา แต่อย่างไรก็ดีต้องหารือในรายละเอียดอีกครั้งด้วย
ทั้งนี้ ไม่ว่าทางออกของคลื่นจะเป็นเช่นไร ให้กสทช.นำมาร่วมประมูล หรือ กสท พัฒนาเอง หากนำมาให้บริการ 4จี ได้น่าจะมีผลดีต่อการพัฒนาประเทศ เพราะการมีคลื่นความถี่ให้ใช้งานจำนวนมากย่อมเป็นผลดีต่อขีดความสามารถทางการแข่งขัน และการพัฒนาประเทศ แต่ไม่ว่าทางออกจะเป็นเช่นไร หากคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นที่ตั้ง รวมทั้งทันต่อเวลาย่อมเป็นผลดีต่อการพัฒนาเศรษฐกิจไทยแน่นอน และหากจะก้าวไปข้างหน้าควรยึดกฎหมายใหม่ ให้กสทช.จัดประมูลรวมไป นำรายได้เข้ารัฐ โดยมีเอกชนเป็นตัวสร้างการพัฒนาให้เติบโตและจ่ายผลประโยชน์เข้ารัฐโดยตรง น่าจะเหมาะสมต่อยุคสมัย สร้างขีดความสามารถแก่ประเทศได้ตรงจุด ส่วนรัฐทำหน้าที่กำกับและอำนวยความสะดวกแก่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยภาพรวม ทำให้เอกชนรายเล็กรายใหญ่มีสิทธิจะแข่งขันกันได้อย่างเท่าเทียม นับเป็นก้าวที่มั่นคงแข็งแรงของเศรษฐกิจไทยอีกก้าวหนึ่ง และถือเป็นปัจจัยสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลที่รัฐบาลประกาศนโยบายไว้ให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างเห็นได้ชัด ไม่เคลือบแคลงสงสัยว่าเปลี่ยนผู้บริหารแล้วนโยบายจะสานต่อหรือไม่ อย่างไร
ขณะเดียวกัน การประกาศความร่วมมือเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการไทย พร้อมเข้าสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ โดยสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์กรมหาชน) หรือซิป้า ร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ,สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ,สำนักงานพัฒนาธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) และบริษัท อินเทล ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) ซึ่งเป็นความร่วมมือส่งเสริมผู้ประกอบการเอสเอ็มอีด้วยการฝึกอบรมพัฒนาความรู้ผู้ประกอบการในเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน และเครือข่ายสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (โอท็อป) โดยใช้ไอซีทีชุมชนเป็นช่องทางให้ความรู้ส่งเสริมผู้ประกอบการ ให้เข้าสู่การทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์จำนวน 12,000 ราย พร้อมคำประกาศโครงการครั้งนี้จะมีส่วนส่งเสริมให้การพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลเป็นรูปธรรมเร็วขึ้น ประเทศไทยต้องเร่งพัฒนาทุกภาคส่วนโดยใช้เทคโนโลยีใหม่มาเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้ทันเวทีโลก โดยมองเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์คือ การใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุดในกลุ่มเอสเอ็มอี ด้วยการสร้างการใช้เทคโนโลยีให้แพร่หลาย ,การใช้เทคโนโลยีช่วยเกื้อหนุนการเติบโตของเอสเอ็มอี ,การสร้างผู้ประกอบการใหม่ ,การใช้เทคโนโลยีลดความเหลื่อมล้ำในสังคม และการส่งเสริมให้ภาครัฐใช้เทคโนโลยีมาใช้เพื่อปรับเปลี่ยนการทำงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ล้วนเป็นประกาศที่ดีงาม และควรขับเคลื่อนต่อเนื่องอย่าได้สะดุด หรือเว้นวรรค ผลลัพธ์ต้องเกิดประโยชน์ต่อประเทศแน่นอน
หวังว่าอีก 5 ปีข้างหน้า หลังจากนโยบายนำไปสู่การปฏิบัติอย่างได้ผล เราจะได้เห็นประเทศไทยที่เจริญรุดหน้าทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม และมีพื้นฐานแกร่งพอต่อการแข่งขันบนเวทีโลก ที่สำคัญนั้นการร่วมมือระหว่างรัฐกับเอกชนต้องมีต่อไป และเปิดทางให้เอกชนขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เราคงได้เห็นการพัฒนาประเทศอย่างทันสมัย และทัดเทียม






