วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

มาตรการเอสเอ็มอี

มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจล็อต 2 ของทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ ภายใต้การนำของ “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์”

 รองนายกรัฐมนตรี ผ่านมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)ไปสดๆ ร้อนๆ เมื่อวานนี้ (8 ก.ย.) 

มาตรการทั้งหมดมุ่งให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเป็นหลัก และให้น้ำหนักกับการ “ลดภาระต้นทุน” ให้กับผู้ประกอบการ ทั้งการปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคล การให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียน และการส่งเสริมการตั้งกองทุนร่วมลงทุน หรือ Venture Capital เพื่อร่วมลงทุนในกิจการเอสเอ็มอี  

เพราะปัญหาของเอสเอ็มอีในขณะนี้ คือ ยอดขายที่ปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง จากกำลังซื้อในประเทศ และการส่งออกที่ชะลอตัว กระทบต่อเนื่องไปถึง “สภาพคล่อง” ในการทำธุรกิจ เพราะคู่ค้า และลูกค้า ยืดระยะเวลาการชำระเงินยาวขึ้น เอสเอ็มอี จึงต้องการเงินทุนไป เพื่อเติมสภาพคล่อง เป็นเงินทุนหมุนเวียนและต่อยอดในการทำธุรกิจ

หากจะไปยื่นขอสินเชื่อกับทางธนาคารพาณิชย์ นอกจากจะมีต้นทุนดอกเบี้ยที่สูงแล้ว ยังมีปัญหาการขอสินเชื่ออาจจะทำได้ยากขึ้น เพราะธนาคารพาณิชย์เข้มงวดในการอนุมัติมากขึ้น แม้ว่าที่ผ่านมารัฐบาลจะสั่งการให้ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือเอสเอ็มอีแบงก์ จัดทำสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ 4% หรือ Policy Loan วงเงิน 1.5 หมื่นล้านบาท แต่ก็ให้ความช่วยเหลือได้ไม่ทั่วถึง 

รัฐบาลจึงมอบหมายให้ธนาคารออมสินทำโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือ ซอฟท์โลน เพื่อเป็นเงินทุนหมุนให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี วงเงิน 1 แสนล้านบาท โดยออมสินจะปล่อยกู้ให้กับธนาคารพาณิชย์และแบงก์รัฐที่เข้าร่วมโครงการในอัตราดอกเบี้ย 0.1% เพื่อให้ธนาคารเหล่านี้ นำวงเงินไปปล่อยกู้ให้เอสเอ็มอีต่อ ในอัตราดอกเบี้ย 4% ต่อปี เป็นเวลา 7 ปี 

ขณะที่รัฐบาลจะชดเชยดอกเบี้ยให้ออมสิน เท่ากับต้นทุนการเงินบวกค่าบริหารจัดหาร รวมแล้วในอัตรา 2.86% ต่อปี  คิดเป็นเงิน 2.86 พันล้านบาทต่อปี หรือกว่า 2 หมื่นล้านบาทตลอดระยะเวลาการให้กู้ 7 ปี  โดยผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจะต้องมายื่นกู้ภายในวันที่ 31 ธ.ค.2558 ซึ่งทางออมสินจะต้องเบิกจ่ายสินเชื่อให้แล้วเสร็จภายใน 31 มี.ค.2559 

ข้อดีของการทำซอฟท์โลน คือ การใช้เครือข่าย และทรัพยากรของธนาคารพาณิชย์ ในการกระจายเม็ดเงินช่วยเหลือเอสเอ็มอีทั่วประเทศ ซึ่งธนาคารพาณิชย์เหล่านี้มีพร้อมทั้งสาขา และกำลังคน อีกทั้งยังไม่เป็นภาระของออมสินที่จะต้องแบกรับความเสี่ยงเรื่องเอ็นพีแอล เพราะธนาคารพาณิชย์จะช่วยรับความเสี่ยงนี้ไป ที่สำคัญโครงการนี้ยังไม่เป็นภาระต่องบประมาณรัฐ เพราะแต่ละปีใช้งบอุดหนุนไม่มาก

มาตรการที่น่าสนใจอีกส่วน คือ การตั้งกองทุนร่วมลงทุน โดย 3 แบงก์ คือ กรุงไทย ออมสิน และเอสเอ็มอีแบงก์ จะตั้งกองทุนร่วมลงทุนแห่งละ 2 พันล้านบาท เพื่อเข้าไปร่วมลงทุนกับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ทั้งในกลุ่มที่ต้องการเริ่มต้นธุรกิจ และกลุ่มที่ทำธุรกิจอยู่แล้ว แต่ต้องการเงินทุนในการขยายกิจการ 

เงินร่วมลงทุนนี้ นอกจากจะช่วยให้เอสเอ็มอีมีเงินทุน โดยไม่มีต้นทุนดอกเบี้ยในการทำธุรกิจแล้ว  การมีธนาคารของรัฐร่วมเป็นผู้ถือหุ้นในกิจการ ยังมีส่วนช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับกิจการของเอสเอ็มอีด้วย โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจด้านการส่งออก ที่ต้องติดต่อกับคู่ค้าต่างประเทศ  จึงนับเป็นเรื่องดีที่  3 แบงก์รัฐจะร่วมมือผลักดันกองทุนร่วมลงทุนอย่างจริงจัง