วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ขั้นตอนการเรียกให้ชดใช้ค่าเสียหาย กรณีจำนำข้าวและจีทูจีเก๊

ตามที่คณะกรรมการ ปปช.ได้มีมติว่า อดีตนายกรัฐมนตรี มีมูลความผิดทางอาญา ในกรณีปล่อยให้มีการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว

และมีมติว่าอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และข้าราชการกรมการค้าต่างประเทศ 3 คน และเอกชน 13 คน มีมูลความผิดทางอาญาในกรณีขายข้าว จีทูจีเก๊ ต่อมาเมื่อประมาณกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2558 คณะกรรมการ ปปช.ได้มีหนังสือถึงกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ ให้ดำเนินการให้ผู้ถูกชี้มูลความผิดดังกล่าวชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้น

โดยที่อดีตนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีว่าการ รัฐมนตรีช่วยว่าการ ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และข้าราชการกรมการค้าต่างประเทศ เป็นเจ้าหน้าที่ ความรับผิดในการชดใช้ค่าเสียหาย จึงอยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ส่วนการดำเนินการเพื่อเรียกให้ผู้ถูกชี้มูลความผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539

กรณีของอดีตนายกรัฐมนตรี คณะกรรมการ ปปช.เห็นว่า กระทรวงการคลังเป็นผู้เสียหาย และเป็นผลมาจากการกระทำของเจ้าหน้าที่หลายหน่วยงาน ในการดำเนินการตามระเบียบดังกล่าว กระทรวงการคลังจึงเป็นเจ้าของเรื่อง เสนอให้นายกรัฐมนตรีออกคำสั่งแต่งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด ประกอบด้วยคณะกรรมการห้าคนตามที่กำหนดในระเบียบ ส่วนกรณีของกลุ่มเจ้าหน้าที่กระทรวงพาณิชย์ จำนวนหกคน กระทรวงพาณิชย์ เป็นผู้เสียหาย กระทรวงพาณิชย์จึงเป็นเจ้าของเรื่อง เสนอให้นายกรัฐมนตรีออกคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด กลุ่มเจ้าหน้าที่กระทรวงพาณิชย์กรณีขายข้าวจีทูจีเก๊ อีกคณะหนึ่งประกอบด้วยคณะกรรมห้าคนเช่นเดียวกัน

ในการดำเนินการสอบข้อเท็จจริง ข้อที่สำคัญข้อหนึ่งของระเบียบที่ต้องดำเนินการอย่างเคร่งครัด คือ ข้อที่ 15 ที่กำหนดว่า คณะกรรมการต้องให้โอกาสแก่เจ้าหน้าที่ ที่ถูกชี้มูลความผิด ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงและโต้แย้ง แสดงพยานหลักฐานของตนอย่างเพียงพอและเป็นธรรม ซึ่งสอดคล้องกับมาตรา 30 ของพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539

เมื่อคณะกรรมการพิจารณาเสร็จ มีหน้าที่ต้องทำความเห็น โดยมีข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่แจ้งชัด มีพยานหลักฐานประกอบว่า มีการทำละเมิดเกิดขึ้นหรือไม่ ผู้ใดเป็นผู้กระทำ ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนค่าเสียหายเป็นจำนวนเงินเท่าใดหรือไม่ เสนอให้ผู้ออกคำสั่งแต่งตั้งคือนายกรัฐมนตรี เป็นผู้พิจารณา ถ้านายกรัฐมนตรีขอให้ทบทวนหรือสอบเพิ่มเติม คณะกรรมการต้องดำเนินการภายในระยะเวลาตามที่กำหนด ถ้านายกรัฐมนตรีได้รับผลการพิจารณาแล้ว ต้องวินิจฉัยสั่งการว่า มีผู้รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือไม่ เป็นจำนวนเท่าใด แล้วต้องส่งเรื่องให้กระทรวงการคลังพิจารณา โดยคณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่งตรวจสอบก่อน เมื่อกระทรวงการคลังพิจารณาเสร็จเห็นชอบตามที่นายกรัฐมนตรีวินิจฉัย เช่น มีการทำละเมิด ผู้ใดบ้างเป็นผู้ทำละเมิด จำนวนเงินที่ต้องชำระค่าสินไหมทดแทน

หลังจากนั้นหน่วยงานที่เป็นผู้เสียหาย คือกระทรวงการคลังหรือกระทรวงพาณิชย์แล้วแต่กรณี จะเป็นผู้ออกคำสั่งให้ผู้ทำละเมิดชำระค่าสินไหมทดแทนตามที่กำหนด ตามที่บัญญัติในมาตรา 12 และต้องแจ้งคำสั่งให้ผู้รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนทราบ โดยต้องแจ้งสิทธิด้วยว่ามีสิทธิฟ้องต่อศาลภายในเวลาที่กำหนด ตามที่กำหนดในระเบียบข้อ 19 เนื่องจากคำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งทางปกครอง ที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครอง จึงต้องแจ้งสิทธิฟ้องต่อศาลปกครองภายใน 90 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง

เมื่อมีการออกคำสั่งให้ผู้ต้องรับผิดชำระเงินค่าสินไหมทดแทนแล้ว หากผู้รับผิดไม่ชำระโดยครบถ้วน หน่วยงานที่เสียหายต้องมีหนังสือเตือนไปอีกครั้งหนึ่ง ให้ชำระภายในกำหนดไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน ถ้าไม่ปฏิบัติตามคำเตือน หน่วยงานที่เสียหายสามารถใช้มาตรการบังคับทางปกครอง โดยยึดหรืออายัดทรัพย์สินขอผู้นั้นขายทอดตลาด เพื่อชำระให้ครบถ้วนได้ตามที่บัญญัติในมาตรา 57 ของ พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539

 ส่วนเจ้าหน้าที่ที่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน หากเห็นว่าตนไม่ต้องรับผิด หรือรับผิดน้อยกว่าที่กำหนดในคำสั่ง ก็มีสิทธิฟ้องต่อศาลปกครองให้เพิกถอน หรือแก้ไขคำสั่งได้ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง การฟ้องคดีไม่เป็นเหตุให้ทุเลาการบังคับทางปกครอง เว้นแต่จะร้องขอต่อศาล และศาลมีคำสั่งให้ทุเลาการบังคับทางปกครองไว้ก่อน

อายุความ สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากผู้ถูกชี้มูลความผิดดังกล่าวทั้งสองกรณี มีกำหนดอายุความสองปีนับแต่วันที่หน่วยงานของรัฐรู้ถึงการละเมิด และรู้ตัวเจ้าหน้าที่ผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน เว้นแต่กรณีที่นายกรัฐมนตรีเห็นว่า เจ้าหน้าที่ไม่ต้องรับผิด แต่กระทรวงการคลังเห็นว่าต้องรับผิด ให้สิทธิเรียกร้องมีกำหนดอายุความหนึ่งปี นับแต่วันที่นายกรัฐมนตรีออกคำสั่งตามกระทรวงการคลัง ทั้งนี้ เป็นไปตามที่บัญญัติในมาตรา10 วรรคสอง ของ พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539

ทั้งนี้ มีข้อสังเกตว่า การนับอายุความเริ่มนับตั้งแต่วันที่กระทรวงการคลังและกระทรวงพาณิชย์ทราบ ตามที่คณะกรรมการ ปปช.มีหนังสือแจ้งให้ดำเนินการให้ผู้ถูกชี้มูลความผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนหรืออย่างไร ถ้าหากพิจารณาตามบทบัญญัติในมาตรา 10 ประกอบข้อความในข้อ 17 และข้อ 18 ของระเบียบ อายุความเริ่มนับตั้งแต่วันที่หน่วยงานที่เสียหายออกคำสั่งให้ผู้รับผิดชำระค่าสินไหมทดแทน กล่าวโดยสรุปคือ ตอนที่ ปปช.แจ้งมายังไม่รู้ตัวเจ้าหน้าที่ผู้ทำละเมิด จะรู้ตัวเมื่อการสอบข้อเท็จจริงเสร็จสิ้นแล้ว และมีการออกคำสั่งให้ชำระค่าสินไหมทดแทนแล้ว

จะฟ้องต่อศาลโดยไม่ใช้มาตรการบังคับทางปกครองด้วยตนเองได้หรือไม่ ช่วงแรกฯของการจัดตั้งศาลปกครอง มีคดีที่หน่วยงานฟ้องต่อศาลปกครองให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ศาลปกครองยกฟ้องด้วยเหตุที่หน่วยงานสามารถใช้มาตรการบังคับทางปกครองได้ (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดคดีแดงที่ อ.6/2547) ต่อมาศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่งวางหลักเป็นแนวทางใหม่ หากหน่วยงานมีเหตุขัดข้องไม่สามารถใช้มาตรการบังคับทางปกครองได้ ก็สามารถใช้สิทธิฟ้องต่อศาลปกครองได้ (คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ร.128/2554 และคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่185/2556 )ดังนั้น ทั้งสองกรณีนี้ หากหน่วยงานที่เสียหายมีข้อขัดข้อง เช่น ไม่มีเจ้าหน้าที่ที่จะดำเนินการบังคับทางปกครอง ไม่มีประสบการณ์ในการบังคับ และเห็นว่าคำพิพากษาของศาลมีความศักดิ์สิทธิ์มากกว่าคำสั่งทางปกครอง มีหน่วยงานบังคับคดีเป็นการเฉพาะ ก็อาจฟ้องต่อศาลปกครองได้เลย ตามนัยแห่งคำสั่งศาลปกครองสูงสุดดังกล่าว

หากหน่วยงานที่เสียหายจะฟ้องคดี ต้องฟ้องต่อศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง คดีความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ กรณีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลยุติธรรมก็มี และกรณีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครองก็มี มีคำพิพากษาฎีกาที่วินิจฉัยอธิบายเขตอำนาจศาลไว้อย่างชัดเจนคือ คำพิพากษาฎีกาที่ 2502/2554 ที่วินิจฉัยว่า หากเป็นการทำละเมิดในฐานะที่ใช้อำนาจตามกฎหมาย ก็เป็นคดีปกครองที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครอง หากเป็นการปฏิบัติราชการปกติ ไม่ได้ใช้อำนาจตามกฎหมาย ก็เป็นคดีแพ่งอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม (การทำละเมิดที่ไม่ได้ใช้อำนาจตามกฎหมาย เช่น กรณีพนักงานขับรถขับรถไปปฏิบัติราชการ แล้วไปชนรถคนอื่นเสียหาย ดังนี้เป็นต้น) ทั้งสองกรณีเป็นการปฏิบัติโดยใช้อำนาจตามกฎหมายจึงอยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครอง

สำหรับกรณีของเอกชน 13 คน ที่ถูกคณะกรรมการ ปปช.ชี้มีมูลว่า มีความผิดด้วย ไม่อยู่ในบังคับของ พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 การดำเนินการให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในการทำละเมิดเป็นไปตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ลักษณะละเมิด มีอายุความหนึ่งปี หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถขอให้พนักงานอัยการฟ้องต่อศาลยุติธรรมได้เลย โดยไม่ต้องตั้งคณะกรรมการสอบก่อน