ท่านผู้อ่านเคยสังเกตบ้างไหมครับว่า อาการเครียดและวิตกกังวลนั้น เป็นสิ่งที่สามารถติดต่อกันได้ระหว่างคน
หลายสถานการณ์ที่เราต้องประสบพบเจอ หรืออยู่ร่วมกับผู้ที่กำลังมีอาการเครียด แล้วเราก็จะรู้สึกเครียดตามไปด้วย ทั้งๆ ที่ไม่มีสาเหตุให้เราจะต้องเครียดเลย
ในอดีตผมเองก็ไม่เคยทราบเลยว่า โรคหรืออาการเครียดนั้นสามารถที่จะติดต่อกันได้ระหว่างคน จนกระทั่งมาเจอบทความในวารสาร Harvard Business Review ฉบับเดือนกันยายนนี้ ที่เขียนเกี่ยวกับการป้องกันตัวเองจากความเครียดที่ติดต่อมาจากผู้อื่น
จริงๆ แล้วมีการค้นพบมานานแล้วครับว่า อารมณ์และความรู้สึกของแต่ละคนนั้น สามารถที่จะติดต่อไปยังบุคคลอื่นผู้อยู่รอบตัวได้ เช่น เมื่อเราหาวแล้ว บุคคลผู้อยู่ใกล้ๆ เราก็จะหาวตามไปด้วย หรือเมื่อบุคคลอื่นยิ้ม เราก็จะยิ้มตามไปด้วย เนื่องจากสมองของเราจะรับสัญญาณจากบุคคลอื่นรอบๆ ตัวเรา และตอบสนองต่อสัญญาณดังกล่าว แต่คราวนี้มันไม่ใช่แค่การยิ้มหรือการหาวเท่านั้น ที่สมองเราสามารถรับสัญญาณจากผู้อื่นได้ อาการเครียด วิตกกังวล แล้วก็รับเอาอาการดังกล่าวมาเป็นของเราได้เช่นเดียวกัน (ท่านผู้อื่นนึกถึงคนที่ไม่สูบบุหรี่ แต่ต้องอยู่กับคนที่สูบบุหรี่ แล้วสุดท้ายผู้ที่ไม่สูบบุหรี่นั้นกลับเป็นโรคปอด)
การสังเกตหรือเฝ้าดูหรือพูดคุยกับผู้ที่เครียด ก็พลอยทำให้เราเครียดไปด้วย และยิ่งผู้ที่เครียดนั้นเป็นบุคคลที่เรารัก ก็จะยิ่งทำให้เราติดอาการเครียดตามไปด้วยได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ดี ก็ยังมีการค้นพบว่า ถ้าเราเฝ้าดูหรือสังเกตบุคคลที่เราไม่รู้จัก และพบว่าเขาเครียด เราก็สามารถมีอาการเครียดตามไปด้วย (ดังนั้น ท่านผู้อ่านต้องอย่าพยายามดูหนังที่เครียดก่อนนอนนะครับ)
ผลที่น่าสนใจจากงานวิจัยอีกชิ้นพบว่า จริงๆ ไม่ต้องดูหรือสังเกตบุคคลอื่นที่เครียดหรอกครับ แค่ได้กลิ่นเราก็เครียดตามได้แล้ว งานวิจัยพบว่า เมื่อเราเครียดแล้ว เราจะหลั่งเหงื่อออกมาที่มี Stress Hormones ซึ่งเจ้าเหงื่อที่มีฮอร์โมนความเครียดนั้น ระบบรับสัญญาณในสมองของบุคคลอื่น จะสามารถรับรู้ได้เพียงแค่ได้กลิ่นเท่านั้นครับ(เนื่องจากงานวิจัยนี้มีความแปลกใหม่ จึงขออ้างอิงไว้นะครับ เผื่อใครสนใจไปหา มาจากบทความชื่อ Chemosignals of Stress Influence Social Judgements โดย Pamela Dalton และคณะ)
กลับมาที่การได้รับความเครียดจากบุคคลอื่นกันต่อนะครับ การได้รับโรคเครียดที่ติดต่อมาจากผู้อื่น หรือ ที่ฝรั่งเรียกว่า Secondhand stress นั้น องค์กรธุรกิจต่างๆ ก็เริ่มตระหนักถึงปัญหานี้แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับธุรกิจที่ต้องเกี่ยวข้องและใกล้ชิดกับลูกค้า เนื่องจากถ้าผู้ให้บริการมีอาการเครียดแล้ว ความเครียดนั้นก็อาจจะส่งต่อไปยังลูกค้าที่มารับบริการได้ และสุดท้ายลูกค้าก็จะมีความรู้สึกว่าไม่ได้รับบริการที่ดี
โรงแรม Ritz Carlton และ Oschner Health Systems นั้น ได้ตระหนักถึงผลกระทบของ Secondhand stress แล้วก็มีนโยบายที่ชัดเจนว่า ไม่ให้พนักงานแสดงอารมณ์ที่เครียดเมื่ออยู่ใกล้กับลูกค้าหรือผู้ป่วย ท่านผู้อ่านลองนึกภาพดูว่า ถ้าเราไปใช้บริการโรงแรมหรือโรงพยาบาล แล้วพบเจอพนักงานหรือพยาบาลที่มีอาการเครียดอยู่ตลอดเวลา แม้ในช่วงบริการลูกค้า แล้วท่านจะรู้สึกเครียดไปด้วยไหม?
ที่น่ากลัวไปกว่านั้นคือ ปัจจุบันเราสื่อสารกันด้วยวิธีการที่หลากหลายมากขึ้น เช่น ผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ ดังนั้น ถ้าคนคนหนึ่งแสดงอาการเครียดแล้วสื่อออกไปทางสื่อสังคมออนไลน์ ผู้ที่รับเอาความเครียดไปด้วยนั้นไม่ใช่แค่คนคนเดียวนะครับ แต่จะเป็นบรรดาเพื่อนฝูงหรือคนรู้จักที่เข้ามาอ่าน Status เราด้วย
คำถามสำคัญก็คือ เราจะป้องกันตนเองจากความเครียดที่มาจากบุคคลอื่นได้อย่างไร? จะไม่คุยกับบุคคลที่เครียด? หรือจะไม่อ่าน Status ของคนที่เครียด? หรือจะไม่ดมกลิ่นของคนที่เครียด? ในบทความที่ปรากฏใน HBR ก็ให้ข้อเสนอแนะไว้หลายทางครับ เช่น แทนที่จะพยายามต่อต้านกับบุคคลที่เครียดรอบๆ ตัวเรา ก็ให้มองเป็นความท้าทายที่จะไปช่วยให้บุคคลผู้นั้นหายเครียดก็จะดีกว่า
นอกจากนี้การสร้างภูมิต้านทานความเครียด ก็เป็นสิ่งที่น่าลอง ในเมื่องความเครียดนั้นสามารถติดต่อจากบุคคลหนึ่งไปสู่อีกบุคคลหนึ่ง เราก็ควรที่จะสร้างภูมิต้านทานความเครียดขึ้นมา และวิธีทางที่ดีที่สุดก็คือ การมองโลกในแง่บวก การคิดบวก แทนที่จะมองสิ่งต่างๆ รอบตัวเราในด้านลบ ก็พยายามมองในด้านบวกมากขึ้น
อีกหนทางหนึ่งในการสร้างภูมิคุ้มกันความเครียดก็คือ การมีความมั่นใจ เชื่อมั่น และภูมิใจในตนเอง ยิ่งท่านมีความมั่นใจว่าต่อให้มีปัญหาใดๆ ท่านก็สามารถจัดการได้ ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นความเครียดหรือความวิตกกังวลในเรื่องต่างๆ ก็ย่อมยากที่จะติดต่อหรือลามมาถึงท่านครับ









