วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เมื่อสินค้าไทยไร้เวทียืนในตลาดโลก!

ไทยเราเตรียมปรับเปลี่ยนตัวเอง เพื่อให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงโลกหรือยัง?

ไทยเตรียมตัวอย่างไรกรณีประเทศจีน ที่เคยเป็นผู้นำเข้าเจ้าใหญ่สินค้าอุตสาหกรรม และเกษตรเช่นเหล็กและยางหยุดซื้อ เพราะจีนเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ?

วันก่อน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) จัดงานสัมมนาวิชาการ ประจำปี 2558 “นวัตกรรมการคลังการเงินเพื่อการปฎิรูปประเทศ” ดร.วิชิต สุรพงษ์ชัย ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงบริบทใหม่ (New Normal) ของภาคธนาคาร จะอยู่รอดได้อย่างไร ไว้อย่างน่าสนใจ

ตอนหนึ่ง ดร.วิชิตยกตัวอย่างแผนธุรกิจแบบเดิมๆ ก่อนปี 1997 จากอดีต เน้นลูกค้ารายใหญ่ๆ รายกลางรายเล็กไม่ใช่รายได้หลัก หลังปี 1997 หากสถาบันการเงินยังดำเนินแผนธุรกิจแบบเดิม ก็จะ “เจ๊ง”

คุณวิชิตบอกว่าวิกฤติต้มยำกุ้งทำให้สถาบันการเงินต้องเปลี่ยนแผนธุรกิจเพื่อความอยู่รอด

วิกฤติช่วงนั้นเกิดขึ้นเพราะ “เราทำเอง” ด้วยการกู้เงินต่างประเทศขณะที่ยุโรปและสหรัฐอเมริกาไม่ได้เกิดวิกฤติ ดังนั้นวิธีแก้ไขจึงไม่ยาก เพราะตลาดส่งออกไปสหรัฐฯ ยุโรปยังดีอยู่ ของยังขายได้ สถาบันการเงินหลายแห่งเปลี่ยน business model ให้รับกับ new normal

“แต่ปัจจุบันมี new normal ใหม่ที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น ในช่วงมีวิกฤติซับไพร์ม ในสหรัฐฯ คนแปลกใจทำไมกระทบภูมิภาคเอเชียน้อย คำตอบอยู่ที่ประเทศจีนที่ลงทุนเดินหน้าพัฒนาประเทศอย่างมาก โดยเฉพาะด้านอสังหาริมทรัพย์ ในปี 2009 พบว่า 40% ทองแดงของทั้งโลกจีนเป็นผู้ซื้อ 50% ของแร่เหล็กจีนเป็นผู้ซื้อ ดังนั้นจีนเป็นผู้ค้ำจุนประเทศในเอเชีย ช่วง 2009 - 2011 ที่สหรัฐฯ มีวิกฤติจนต้องออก มาตรการ QE พยุงเศรษฐกิจ” 

คุณวิชิตบอกว่าตั้งแต่ต้นปีเป็นต้นมา การเปลี่ยนแปลง new normal มาอยู่ที่จีน ผลจากพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อย่างมหาศาลแต่ขายไม่ออก เริ่มสะดุด เกิดฟองสบู่ภาคอสังหาริมทรัพย์ เพราะกำลังซื้อไม่พอ ตามมาด้วยการลดค่าเงินหยวน และตลาดหุ้นโดนถล่มอย่างที่เห็นช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่าน

ในความเห็นของคุณวิชิต จีนสามารถเอาตัวรอดได้แม้จะมีภาระหนี้และสถานการณ์ฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์แตก

แต่คนที่เจ็บตัวคือ ประเทศที่ส่งออกสินค้าไปจีน โดยเฉพาะของที่เข้าข่าย อุตสาหกรรมหนัก (heavy industry) เพราะราคาเหล็กลงไป 45% ไม่ต่างกับราคายางที่ร่วงลงมาอย่างแรง

“New normal ตลาดนี้จะซบเซานานพอสมควร และใครที่คิดว่า 3-4เดือนฟื้นก็คงยาก จีนมีปัญหาในภาคอุตสาหกรรมหนัก ต้องใช้เวลาย่อย แต่กำลังซื้อภาคครัวเรือนของจีนยังดีอยู่ ฉะนั้นผมเชื่อว่า จีนยังแข็งแรงพอ” คุณวิชิตบอก

คำถามใหญ่สำหรับคนไทยก็คือ: เราเตรียมพร้อมอย่างไร? จีนที่เคยเป็นผู้นำเข้าเหล็กและยางรายใหญ่ ตอนนี้เริ่มลดการสั่งเข้า 

เราจะขายของอย่างเดิมไปจีนอีกหรือไม่? ยิ่งต้องคิดหนักเมื่อจีนอยู่ในช่วงเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ จากการต่อเรือใหญ่ๆและก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน เป็นบริโภคในครัวเรือนและหันไปเน้นหนักภาคบริการ เทคโนโลยี

“เราเลิกสนใจจีนไม่ได้ ยังไงๆตลาดจีนก็ยังเป็นคู่ค้าสำคัญ เราต้องปรับมาผลิตสินค้าที่จีนต้องการ เราเองต้องรู้ว่าเขาเปลี่ยนแล้ว หากไม่ปรับตามขายของเดิมๆ ตลาดจะเล็กลงเรื่อยๆ ขณะที่สหรัฐฯ ยุโรปก็มีวิกฤติ หนี้สินทั่วโลกโตอย่างไม่น่าโตเลย”นายแบ็งก์ไทยพาณิชย์เตือน

ประเด็นหลักสำหรับประเทศไทยคือเมื่อคู่ค้าสำคัญเปลี่ยนโครงสร้างแล้ว เราไม่เปลี่ยนตามได้หรือไม่? คนไทยพร้อมเปลี่ยนหน้าที่การงาน เปลี่ยนแนวคิดหรือไม่?

ผมจำได้ อดีตรัฐมนตรีที่วันนี้มีบทบาทสำคัญในรัฐบาลเคยบอกผมว่า “ไปเมืองจีนทุกครั้ง รัฐบาลจะฝากผมให้ขอให้รัฐบาลจีนซื้อยางกับข้าวของเรา เราไม่มีอะไรอย่างอื่นที่จะขายเลย ผมอายเขาจริง ๆ!”

เมื่อสินค้าไทยไม่มีเวทียืนในตลาดโลก คำว่า “วิกฤต” ก็อาจจะเบาเกินไปด้วยซ้ำ