วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

คว่ำรัฐธรรมนูญต้องได้มากกว่าเสีย

สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติหรือสปช. ลงมติคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ ที่ใช้เวลาดำเนินการกัน

มากว่า 9 เดือนไปเรียบร้อย ด้วยคะแนน135 เสียง นั่นหมายถึงต้องไปตั้งต้นกันใหม่ โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)จะตั้งกรรมการร่างรัฐธรรมนูญใหม่มา 21 คน ตามรัฐธรรมนูญชั่วคราวกำหนดไว้ 

คณะยกร่างใหม่จะเข้ามาทำงานโดยมีเวลา 180 วันหรือ 6 เดือน หมายถึงโรดแมปที่วางไว้ขยายไป 6 เดือน เดิมทีคิดวางกันว่าจะเลือกตั้งได้ปี 59 ก็ต้องยืดเวลาไปปี 60 

จับกระแสจากหลายฝ่ายมีทั้งกังวล ไม่แน่ใจจะเดินต่ออย่างไร และดีอก ดีใจให้การสนับสนุน ฝ่ายกังวลไม่แน่ใจมองว่าประเทศจะตกอยู่ในภาวะอึมครึม อึดอัด ยักแย่ ยักยัน ไม่ทราบ ไม่มีหลักประกันว่าคณะที่มายกร่างใหม่ จะเฉือนในส่วนที่ฝังร่องรอยอำนาจไว้ต่อไปหรือไม่ หรือยังคงไว้ต่อไป 

ฝ่ายที่ตีปีกสนับสนุนก็พอใจที่รัฐบาลมีเวลาต่อไปอีกอย่างน้อย 6 เดือน เดินหน้าทำงานได้มากขึ้น อะไรที่ค้างๆคาๆก็จะได้เดินหน้าไปได้ ข้าราชการก็ไม่ใส่เกียร์ว่าง รอเลือกตั้ง รอการเมืองเปลี่ยน เพราะมีระยะเวลายาวนานมากขึ้น

ฟากฝ่ายธุรกิจ สุพันธ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) มองว่า การคว่ำร่างไม่ส่งผลต่อการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมมากนัก โดยเชื่อว่าต้องมีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ภายใน 180 วัน ตามโรดแม็พ

อิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการหอการค้าไทย บอกว่าเศรษฐกิจและการค้ายังเดินหน้าต่อไปได้ ระยะสั้นภาคธุรกิจยังไม่ได้รับผลกระทบใดๆ ส่วนระยะยาวต้องหารือกับหลายส่วนเพื่อประเมินภาพรวมอีกครั้งหนึ่ง โดยเชื่อมั่นว่าถ้าบ้านเมืองสงบก็จะเป็นผลดีต่อการค้าและการลงทุนภายในประเทศ

พรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล ที่ปรึกษากรรมการสภาหอการค้าเเห่งประเทศไทย บอกว่า ไม่มีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของภาคเอกชน เพราะที่ผ่านมาก็มีแนวโน้มจะไม่พิจารณาอยู่แล้ว

ฟากตลาดทุน ภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย บอกว่า ส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยในระยะสั้น ที่อาจปรับลดลงบ้าง แต่มองว่านักลงทุนโดยรวมยังให้น้ำหนัก กับการเติบโตทางเศรษฐกิจไทยมากกว่า ให้น้ำหนักการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของทีมเศรษฐกิจชุดใหม่มากกว่า

ขณะที่สุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการและหัวหน้าฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เมย์ แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) บอกว่า อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างประเทศในระยะสั้น เพราะทำให้กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญต้องเริ่มใหม่หมด และทำให้การเลือกตั้งต้องล่าช้าออกไปด้วย ซึ่งตรงนี้อาจมีผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติโดยตรง ทำให้มีเงินทุนไหลออกจากตลาดหุ้นไทยบ้าง

ปัจจัยที่มีผลต่อตลาดหุ้นไทยมากกว่า ยังมองว่าเป็นปัจจัยต่างประเทศ ทั้งการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐและปัจจัยเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวมากกว่า

ขณะที่ภาคธุรกิจอสังหาฯ อิสระ บุญยัง นายกกิตติมศักดิ์และที่ปรึกษาสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร ให้มุมมอง การเมืองไม่ใช่ปัจจัยเสี่ยงทำให้การปฎิรูปประเทศ หรือ เศรษฐกิจต้องสะดุด “ไม่รับร่าง ต้องกลับไปร่างใหม่รัฐบาลก็ยังบริหารประเทศต่อไป รวมถึงเดินหน้ามาตรการการขับเคลื่อนเศรษฐกิจระยะสั้น และระยะยาว ตามที่กำหนดไว้ แต่ต้องไม่มีเหตุการณ์รุนแรงเป็นแรงกดดันไม่ว่าจะมาจากฝ่ายไหนก็ตาม”

นักธุรกิจแหยงๆ ไม่ฟันธงตรงๆ ส่วนใหญ่มองผลกระทบแค่ระยะสั้นๆ 

แน่นอนระยะสั้นๆคงไม่มีผลอะไรมาก แต่การเจรจาระหว่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศตะวันตก ย่อมมีปัญหาแน่ๆ ไหนจะกรอบเขตการค้าเสรีต่างๆ อียู ทีพีพี หรือกรอบการค้าที่เป็นทางการ ผลประโยชน์ทางการค้า เศรษฐกิจอื่นๆ เขาจะไม่เจรจากับรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ตรงนี้ย่อมเกิดความเสียหาย ขึ้นอยู่กับว่าสามารถแลกความเสียหายนี้ได้ สมน้ำสมเนื้อกับเรื่องอื่นของชาติได้หรือไม่ 

ต้องระวัง ไม่ให้เสียหายทั้งระยะสั้นและระยะยาว เสียของ!! ทั้งถูกปฏิเสธจากนานาชาติ การเมืองยังอยู่ในวังวนและปฏิรูปไม่มีความก้าวหน้า