วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

การสิ้นสุดของวัฒนธรรมเช้าชามเย็นชาม (2)

ในบทความครั้งที่แล้วผู้เขียนได้เล่าถึงหลักการเบื้องต้น และเหตุผลของพระราชบัญญัติอำนวยความสะดวกฯ

ในครั้งนี้เราจะมาพิจารณากันว่าประชาชนอย่างพวกเรา จะได้ประโยชน์อะไรจากกฎหมายฉบับนี้กันค่ะ  

ผลของการบังคับใช้พระราชบัญญัติอำนวยความสะดวกฯ จะทำให้เกิดผลที่สำคัญ3 ประการใหญ่ๆ คือ (1) การออกคู่มือสำหรับประชาชนของหน่วยงานราชการ ที่รับผิดชอบในการพิจารณาคำขออนุญาต (2) การจัดให้มีจุดให้บริการคำขออนุญาตแบบครบวงจรในที่เดียว (One stop service) และ (3) การยกเลิกการอนุญาตที่ไม่จำเป็น โดยในระยะแรกนั้น จะเริ่มจากการจัดทำคู่มือสำหรับประชาชน ในการติดต่อขออนุญาตกับหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องก่อน ส่วนการให้บริการคำขออนุญาตแบบครบวงจรในที่เดียว และการยกเลิกการขออนุญาตที่ไม่จำเป็นนั้น จะต้องใช้เวลาในการพัฒนาปรับปรุงระบบ รวมถึงความพร้อมของหน่วยงานกำกับดูแลธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการขออนุญาตต่อไป ซึ่ง ณ ขณะนี้ยังไม่มีกำหนดระยะเวลาที่ชัดเจน

ในปัจจุบันหน่วยงานราชการหลายหน่วยงาน อาทิ กรมโยธาธิการและผังเมือง กรมที่ดิน สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร กรมขนส่ง กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ก็ได้จัดทำคู่มือสำหรับประชาชน เกี่ยวกับกิจการที่ประชาชนต้องไปดำเนินการขออนุญาตเสร็จเรียบร้อยแล้ว และได้มีการเผยแพร่ให้ประชาชนทั่วไปเข้าไปศึกษาได้ที่เว็บไซต์ศูนย์รวมข้อมูลเพื่อติดต่อราชการ (https://www.info.go.th)ซึ่งจะรวบรวมคู่มือสำหรับประชาชนจากหน่วยงานราชการต่างๆ มาไว้ที่เดียวกัน หรือในเว็บไซต์ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเองโดยตรง

เพื่อให้ท่านผู้อ่านเห็นภาพว่า คู่มือสำหรับประชาชนมีประโยชน์อย่างไรนั้น ผู้เขียนจะขอยกตัวอย่างคู่มือสำหรับประชาชนสำหรับการขออนุญาตก่อสร้างอาคารมาพิจารณากันค่ะ

คู่มือสำหรับประชาชน สำหรับการขออนุญาตก่อสร้างอาคารตามมาตรา 21 จัดทำขึ้นโดยกรมโยธาธิการและผังเมือง โดยคู่มือฉบับนี้ได้กำหนดขั้นตอนในการขอใบอนุญาตก่อสร้างอาคารไว้ 4 ขั้นตอน ซึ่งในแต่ละขั้นตอน จะระบุกรอบระยะเวลาที่ใช้พิจารณาอย่างชัดเจน รวมถึงเอกสารประกอบที่ต้องใช้ในการยื่นคำขอ จำนวนต้นฉบับหรือสำเนาที่ต้องใช้ ซึ่งตามคู่มือดังกล่าวเจ้าพนักงานท้องถิ่นจะต้องพิจารณาคำขอให้เสร็จภายใน 45 วัน โดยมีสิทธิขยายได้อีกไม่เกินสองครั้ง ครั้งละไม่เกิน 45 วัน รวมทั้งหมดแล้วการพิจารณาคำขอใบอนุญาตจะใช้เวลาทั้งหมดได้ไม่เกิน 135 วัน  นอกจากนี้ ยังมีรายละเอียดเกี่ยวกับช่องทางการติดต่อสอบถามเพิ่มเติม และการร้องเรียนการให้บริการเผยแพร่ไว้ในคู่มือดังกล่าวด้วย ซึ่งมีความชัดเจนมากขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับเมื่อก่อน ที่การไปติดต่อขอใบอนุญาตก่อสร้าง จะต้องไปติดต่อกับหน่วยงานท้องถิ่นที่จะปลูกสร้างสิ่งก่อสร้างนั้นๆ และมีความสับสนสำหรับประชาชนผู้ใช้บริการอยู่พอสมควร เนื่องจากท้องถิ่นแต่ละแห่ง มีขั้นตอนในการติดต่อรับเรื่องแตกต่างกันไป ดังนั้น การมีขั้นตอนและกรอบระยะเวลาการพิจารณาของเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายใหม่ฉบับนี้ จะช่วยให้ผู้ยื่นคำขอสามารถวางแผนการก่อสร้างของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม การมีกรอบระยะเวลาการพิจารณาที่เข้มงวดมากขึ้นนั้น อาจมีข้อเสียสำหรับผู้ยื่นคำขอใบอนุญาตอยู่บ้างในกรณีที่การยื่นคำขออนุญาตนั้นไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ อาจเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ปฏิเสธคำขออนุญาตได้โดยง่าย เนื่องจากเกรงว่าจะพ้นเวลาที่กำหนดให้พิจารณาไว้ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับเมื่อก่อน เจ้าหน้าที่อาจเปิดโอกาสให้ผู้ยื่นคำขอแก้ไขคำขอ จนกว่าจะครบถ้วนสมบูรณ์ แล้วจึงพิจารณาอนุญาตก็ได้ ดังนั้น ผู้ยื่นคำขอเองก็ต้องศึกษาคู่มือสำหรับประชาชนในแต่ละกิจการอย่างถี่ถ้วน และจัดเตรียมคำขอตามคู่มือดังกล่าวนั้น เพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าหน้าที่ปฏิเสธคำขอได้

นอกจากคู่มือสำหรับประชาชนเกี่ยวกับการขอใบอนุญาตก่อสร้างแล้ว ยังมีคู่มือสำหรับประชาชนในเรื่องอื่นๆ เช่น การขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ การจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท การขอใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ เป็นต้น หากผู้ใดสนใจศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม หรือมีข้อสงสัยเกี่ยวกับพระราชบัญญัติอำนวยความสะดวกฯ หรือมีข้อสงสัยทั่วไปเกี่ยวกับการจัดทำคู่มือสำหรับประชาชน สามารถติดต่อสอบถามได้ที่สายด่วน 1111 ต่อ 222 หรือที่ศูนย์อำนวยความสะดวกฯ ชั้น 1 อาคารสำนักงาน ก.พ. (เดิม) ถนนพิษณุโลก

เมื่อมีคู่มือสำหรับประชาชนแล้ว ในครั้งต่อไปเราจะมาพิจารณาถึงการบังคับใช้คู่มือดังกล่าว ผลของการไม่ปฏิบัติตามคู่มือ รวมถึงช่องทางในการร้องเรียนกรณีที่เจ้าหน้าที่ไม่ปฏิบัติตามคู่มือสำหรับประชาชนกันค่ะ

----------------------

บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนอันเป็นความเห็นในทางวิชาการ และไม่ใช่ความเห็นของบริษัท อัลเลน แอนด์ โอเวอรี่ (ประเทศไทย) จำกัด ที่ผู้เขียนทำงานอยู่

ภูริตา ธนโชคโสภณ

บริษัท อัลเลน แอนด์ โอเวอรี่ (ประเทศไทย) จำกัด

------------------------