วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

งานค้าง 'พลังงาน'วัดฝีมือ'บิ๊กโย่ง'

ชื่อของ พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคนใหม่ หรือ ”บิ๊กโย่ง”

อาจจะไม่ค่อยเป็นที่รู้จักกันสักเท่าไหร่ ของคนในแวดวงพลังงาน เพราะไม่ได้มีประวัติ หรือผลงานอะไรที่เกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องของพลังงานมาก่อน นอกเหนือจากการเป็นประธาน คณะกรรมการติดตามและตรวจสอบ การใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) ที่ตั้งโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่เข้ามาตรวจสอบการประมูลโครงการไอพีพี 5,000 เมกะวัตต์ ที่กลุ่มบริษัทกัลฟ์ฯ เป็นผู้ชนะการประมูลว่าเป็นไปอย่างถูกต้องชอบธรรมหรือไม่

ดังนั้นจึงมีคำถามค่อนข้างมากของคนในแวดวงพลังงาน ว่าพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี วางตัวนายทหารคนสนิท ที่ดีเด่นดัง ในบทบาทของ นักตรวจสอบ เพราะเป็นอดีตปลัดบัญชีกองทัพบก ให้มาเป็นรัฐมนตรีพลังงาน ด้วยวัตถุประสงค์อะไร มีงานอะไรของกระทรวงพลังงานที่พลเอกประยุทธ์ ยังไม่ไว้วางใจ ? และที่ต้องติดตามดูก็ คืองานที่ยังทำค้างอยู่ในสมัยของนายณรงค์ชัย อัครเศรณี อดีตรัฐมนตรีพลังงานคนก่อน นั้น มีเรื่องอะไรบ้างที่ พลเอกอนันตพร จะสานต่อให้สำเร็จ ,เรื่องไหนบ้างที่จะถูกเก็บเข้าลิ้นชัก ,เรื่องไหนบ้างที่จะถูกรื้อใหม่ ปรับเปลี่ยน สาระสำคัญ, และเรื่องไหนที่จะถูกกำหนดเป็นนโยบายใหม่ ซึ่งในวันจันทร์ที่24 ส.ค.2558 นี้ เป็นวันที่พลเอกอนันตพร ถือฤกษ์ เข้าทำงานในกระทรวงพลังงาน เป็นวันแรก พร้อมเปิดแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน ที่น่าจะมีความชัดเจนเบื้องต้นออกมาบ้าง

นายณรงค์ชัย บอกกับสื่อมวลชนในวันอำลาตำแหน่ง เมื่อวันศุกร์ ที่ 21 ส.ค.ที่ผ่านมา มีเรื่องที่ตั้งใจจะทำ แต่ยังไม่สำเร็จ คือ การปรับโครงสร้างราคาก๊าซเอ็นจีวีให้สะท้อนต้นทุนที่เป็นจริง ,การปรับขึ้นภาษีก๊าซหุงต้ม(แอลพีจี)ภาคขนส่ง ซึ่งเดินหน้าไปอยู่ในขั้นตอนของกระทรวงการคลังในการปรับแก้พ.ร.บ.ภาษีให้สามารถเรียกเก็บภาษี ณ หัวจ่ายแอลพีจีในปั๊มได้ ,การทำให้ราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 และ 91 เป็นราคาเดียวกัน จากปัจจุบันต่างกันอยู่ 82 สตางค์ต่อลิตร เพื่อจูงใจให้ประชาชนเลือกใช้แก๊สโซฮอล์ 95 แทน แก๊สโซฮอล์ 91 ที่มีแผนจะค่อยๆยกเลิกในที่สุด ,การเปิดให้เอกชนยื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบใหม่ ที่ยังไม่สามารถประกาศได้สำเร็จ ,เรื่องสัปทานปิโตรเลียมเก่าที่จะหมดอายุในปี 2565-2566 ซึ่งต้องเร่งตัดสินใจเพื่อให้เกิดการลงทุนเพื่อผลิตก๊าซอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ยังมีเรื่องสำคัญที่ต้องดำเนินการที่นายณรงค์ชัย ยังไม่ได้บอกฝากผ่านสื่อเอาไว้ คือการตั้งปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่, ,เรื่องการเดินหน้าแผนพลังงานระยะยาวของประเทศ5 แผน ที่ยังเหลืออีก 3แผน ที่กพช.ยังไม่เห็นชอบ ได้แก่ แผนน้ำมัน แผนก๊าซ และแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (AEDP) ที่เดิมกำหนดจะนำเข้าสู่การพิจารณาในกพช. เดือนก.ย.2558 นี้ ,การเจรจาเพื่อหาข้อยุติพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชา เพื่อ เพื่อสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานให้กับประเทศในระยะยาว และเรื่องที่สังคมให้ความสนใจคือ การตัดสินอนาคตของโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ และโรงไฟฟ้าไอพีพี 5,000 เมกะวัตต์ ของกลุ่มบริษัทกัลฟ์ฯ ซึ่งหากทั้งสองโครงการสำคัญนี้ ต้องยกเลิกหรือชะลอออกไป ก็จะกระทบต่อแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า หรือ PDP 2015 ที่จะต้องมีการรื้อทบทวนใหม่กันอีกรอบ

ประเด็นที่น่าติดตามดูเพื่อช่วยให้คาดเดาทิศทาง การทำงานของพลเอกอนันตพร ว่าจะเดินไปทางใด โดยเฉพาะเรื่องสำคัญอย่างเรื่องการเปิดสำรวจ และผลิตปิโตรเลียมรอบใหม่และเรื่องสัมปทานที่จะหมดอายุ ก็คือ บุคคลที่จะมาเป็นทีมที่ปรึกษาและทีมทำงาน โดยต้องจับตาดูว่า ทั้งนายคุรุจิต นาครทรรพ ปลัดกระทรวงพลังงาน นางพวงทิพย์ ศิลปศาสตร์ อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติที่จะเกษียณอายุ ในเดือนกันยายนนี้ จะถูกวางตัวให้มาช่วยงานหรือไม่ ซึ่งหากได้ช่วยงานต่อ ก็หมายความว่า งานสำคัญทั้งสองเรื่องคงเดินหน้าไปตามแผนแต่ในทางตรงกันข้าม หากมีการวางตัวบุคคลที่อยู่ในฝั่งคัดค้านเข้ามานั่งในคณะทำงาน เรื่องของปิโตรเลียมคงเป็นหนังม้วนยาว

เรื่องของพลังงานเป็นเรื่องที่มีความสำคัญและค่อนข้างซับซ้อน ปัญหาความขัดแย้งในช่วงที่ผ่านมาและสร้างความสับสนในหมู่ของประชาชน คือการพูดความจริงไม่หมดหรือนำเอามาจริงไปบิดเบือน 

สิ่งที่จะเป็นภูมิคุ้มกันที่ดีที่สุดสำหรับ พลเอกอนันตพร คือการแสวงหาความจริง ที่พิสูจน์ได้และเป็นวิทยาศาสตร์ 

ไม่ใช่มายาคติทางพลังงาน ที่อาจจะทำให้การตัดสินใจเชิงนโยบายผิดทิศผิดทางไปได้