เว็บไซต์ thaieurope.net ได้เคยรายงานการบูรณาการธุรกิจสื่อสารการโทรคมนาคมในยุโรปมาแล้ว
โดยอียูได้ออกกฎระเบียบ International Roaming เมื่อวันที่ 30 มิ.ย.2550 เพื่อลดราคาค่าโทรศัพท์ระหว่างประเทศภายในกลุ่มอียู โดยใช้อัตราที่เรียกว่า Eurotariff ซึ่งส่งผลให้ค่าบริการโรมมิ่งระหว่างประเทศ การส่งข้อความสั้น (sms) และการบริการ data roaming ลดลงมากกว่าร้อยละ 80 ล่าสุดเมื่อวันที่ 30 มิ.ย.2558 รัฐสภายุโรปและคณะมนตรียุโรป เห็นชอบให้ยกเลิกค่าบริการโรมมิ่งระหว่างประเทศในอียูภายในเดือน มิ.ย.2560 และให้อิสระแก่ผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ต ในการเข้าถึงข้อมูลและบริการออนไลน์อย่างเท่าเทียมกัน ตามหลักการว่าด้วยความเป็นกลางทางอินเทอร์เน็ต หรือ net neutrality
การยกเลิกค่าบริการโรมมิ่งระหว่างประเทศสมาชิกอียู: อิสระในใช้บริการดิจิทัลและโอกาสธุรกิจนวัตกรรมออนไลน์ในอียู
การยกเลิกค่าบริการโรมมิ่งระหว่างประเทศ เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของอียู เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของอียูกับภูมิภาคอื่นๆ โดยตั้งแต่เดือน มิ.ย.2560 เป็นต้นไป ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์ในอียูจะยกเลิกระบบการคิดค่าบริการรับสายเข้า การส่งข้อความสั้น sms และการบริการ data roaming เมื่อเดินทางภายในประเทศสมาชิกอียู ซึ่งผู้ใช้บริการจะจ่ายค่าบริการโทรศัพท์ในราคาเดียวกันกับอัตราค่าบริการภายในประเทศตน ซึ่งที่ผ่านมาผู้ใช้บริการต้องเสียค่าบริการโรมมิ่งระหว่างประเทศ เมื่อเปิดใช้โทรศัพท์มือถือนอกประเทศ
การยกเลิกค่าบริการโรมมิ่งระหว่างประเทศ นอกจากจะทำให้ผู้บริโภคที่มีความจำเป็นในการติดต่อสื่อสารระหว่างเดินทาง ไม่ว่าจะเพื่อการท่องเที่ยวหรือการติดต่อธุรกิจ สามารถใช้บริการภายในประเทศสมาชิกอียูได้ในราคาที่ถูกลงแล้ว ยังคาดว่าจำนวนผู้ใช้บริการโรมมิ่งระหว่างประเทศจะเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย
รายงานจาก iPass: Mobile WorkForce Report ปี 2013 ระบุว่า ร้อยละ 43 ของกลุ่มนักธุรกิจที่ใช้บริการโรมมิ่งระหว่างประเทศจากทั่วโลก ได้รับใบเรียกเก็บค่าบริการโรมมิ่งระหว่างประเทศโดยเฉลี่ยถึง 1,089 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี ซึ่งนาง Neelie Kroes อดีตกรรมาธิการยุโรปว่าด้วย Digital Agenda กล่าวว่า ค่าบริการโรมมิ่งระหว่างประเทศเป็นอุปสรรคในการทำธุรกิจออนไลน์ และการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นเช่น Mobile apps
อิสระในการค้าบริการดิจิทัลในอียู: โอกาสพัฒนาความร่วมมือธุรกิจโทรคมนาคม ระหว่างอียูกับคู่สัญญาจากประเทศในกลุ่มอาเซียน
การบริการในภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เป็นหนึ่งในการค้าบริการที่สำคัญระหว่างอาเซียนและอียู โดยรายรับจากการท่องเที่ยวเป็นการส่งออกบริการการท่องเที่ยว และรายจ่ายจากการท่องเที่ยว เป็นการนำเข้าบริการการท่องเที่ยว
จากรายงานด้านสถิติ Eurostat ปี 2004-2011 พบว่า อียูเป็นผู้นำเข้าสุทธิของการค้าบริการด้านท่องเที่ยวจากประเทศในกลุ่มอาเซียน โดยประเทศไทยเป็นประเทศที่ได้เปรียบดุลการค้าบริการท่องเที่ยวมากที่สุด คิดเป็นจำนวนเงินถึง 2,500 ล้านยูโร หรือถึง 1 แสนล้านบาท ในขณะที่สิงคโปร์เสียเปรียบดุลการค้าบริการการท่องเที่ยวอยู่ที่ 113 ล้านยูโร หรือกว่า 4,500 ล้านบาท
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ของอียูจึงเป็นการสร้างโอกาสทางการค้าบริการที่น่าจับตามอง โดยกฎ EU Roaming III Regulation (531/2012) มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ ก.ค.2555 ให้ปรับลดราคาค่าบริการโรมมิ่งระหว่างประเทศในเขตอียู เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ให้บริการโรมมิ่งทางเลือก หรือ Alternative Roaming Providers (ARPs) สามารถให้บริการแก่ลูกค้าจากอียูที่เดินทางมายังประเทศนอกเขตอียู ในฐานะที่เป็น visited network โดยที่ผู้ให้บริการเครือข่ายทั้งจากอียู สามารถร่วมกันกำหนดราคาค่าบริการโรมมิ่ง (wholesale rates) ในอัตราที่ถูกลง
รายงานจาก Deloitte ปี 2557 ได้แบ่งประเภทผู้ให้บริการออกเป็น ARPs 4 ประเภท ได้แก่ 1) ผู้ให้บริการสัญชาติอียู 2) ผู้ให้บริการที่ไม่ใช่สัญชาติอียู ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้บริการสัญชาติอื่นๆ เข้ามาเจาะตลาดกลุ่มลูกค้าอียู 3) กลุ่ม Vertical players เช่น บริษัทท่องเที่ยว (travel agencies) และสายการบินต่างๆ ที่สามารถให้บริการโรมมิ่งระหว่างประเทศเป็นบริการเสริมในโปรแกรมท่องเที่ยว และ 4) กลุ่ม Over-The-Top (OTT) เช่น Google WhatsApp หรือ Netflix ที่สามารถให้บริการที่เรียกว่า OTT โดยคิดราคา data roaming ในอัตราที่ถูกลง เพื่อตอบสนองต่อความต้องการในการติดต่อสื่อสาร ทั้งนักท่องเที่ยว และนักธุรกิจจากอียูที่จะเพิ่มมากขึ้น
จะเห็นได้ว่า ARPs ในกลุ่มที่ 2 3 และ 4 เป็นโอกาสให้เกิดความร่วมมือระหว่างผู้ให้บริการในกลุ่มดังกล่าว ทั้งจากอียูและอาเซียน เพื่อรองรับจำนวนการใช้โทรศัพท์ของคนอียูที่เดินทางมายังประเทศต่างๆ ในกลุ่มสมาชิกอาเซียน และคนจากประเทศสมาชิกอาเซียน ที่เดินทางไปยังอียู ที่คาดว่าจะเพิ่มจำนวนมากขึ้นจากเดิม
นอกจากนี้ ผู้ประกอบการอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทท่องเที่ยว สายการบินต่างๆ หรือแม้กระทั่ง Mobile apps ที่ให้บริการด้านข้อมูลการท่องเที่ยว หรือ apps ที่ใช้ในการสื่อสาร ก็จะได้ประโยชน์ทางอ้อมจากการรวมบริการโรมมิ่งระหว่างประเทศเข้าไปในแพ็กเกจการขายได้อีกด้วย ซึ่งเมื่อยกเลิกค่าบริการโรมมิ่งระหว่างประเทศในกลุ่มสมาชิกอียูแล้ว จำนวนการใช้บริการโรมมิ่งระหว่างประเทศของผู้ใช้บริการเครือข่าย จากกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนที่เป็นคู่สัญญากับผู้ให้บริการเครือข่ายอียู น่าจะเพิ่มสูงขึ้นอีกมาก
หากยกเลิกการคิดค่าบริการโรมมิ่งระหว่างประเทศ ประเทศไทยที่เป็นส่งออกสุทธิของการค้าบริการการท่องเที่ยวไปยังอียู จะได้ประโยชน์จากการที่ผู้ใช้บริการโรมมิ่งระหว่างประเทศจากอียูเพิ่มจำนวนมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ใช้บริการจากอียูใช้บริการรับสายเข้า การส่งข้อความสั้น sms และการบริการ data roaming เพิ่มมากขึ้นด้วย
แนวคิดที่จะยกเลิกค่าบริการโรมมิ่งระหว่างประเทศของอียูนี้ สอดคล้องกับที่ รศ.ประเสริฐ ศีลพิพัฒน์ กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) ด้านเศรษฐศาสตร์ กล่าวในการประชุมรับฟังความคิดเห็นโครงการศึกษาเรื่อง “การเตรียมความพร้อมของอุตสาหกรรมโทรคมนาคม และการศึกษาผลกระทบ เพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN ECONOMIC COMMUNITY, AEC) ปี 2558” ดังนั้น กสทช.จึงมีแนวคิดในการเตรียมขอความร่วมมือจากผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือในไทย ให้ลดค่าโรมมิ่งระหว่างประเทศลง
หากผู้ให้บริการเครือข่ายจากอียูและประเทศในกลุ่มสมาชิกอาเซียน ตกลงกันได้ที่จะลดหรือยกเลิกค่าบริการโรมมิ่งระหว่างประเทศ ทั้งบริการสายเรียกเข้า การส่งข้อความสั้น sms และการใช้บริการ data roaming จะส่งผลดีต่อธุรกิจทั้ง 2 ฝ่าย ทั้งในแง่ปริมาณการใช้บริการที่เพิ่มสูงขึ้นกว่าเดิม และโอกาสในการพัฒนา Mobile apps ใหม่ๆ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของนักท่องเที่ยวที่หลากหลายมากขึ้น
ท่านผู้อ่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเรื่องค่าโรมมิ่งระหว่างประเทศในอียูได้ที่ http://ec.europa.eu/priorities/digital-single-market/index_en.htm และสามารถติดตามความเคลื่อนไหวของสหภาพยุโรปได้ทาง www.thaieurope.net หรือติดตามรับข้อมูลข่าวสารดังกล่าวจาก Twitter “@Thaieurope_news” และ Facebook “thaieurope.net”






