การวางระเบิดที่ศาลพระพรหม เป็นการวางแผนฆาตกรรมหมู่ของผู้ที่มีจิตใจชั่วร้าย
จงรับรู้ด้วยว่าสิ่งที่ท่านได้กระทำผิดต่อหลักศีลธรรมของทุกศาสนา และเป็นการกระทำที่ผู้กระทำและผู้วางแผน ไร้ซึ่งความเป็นมนุษย์โดยสิ้นเชิง
ในสังคมไทยปัจจุบัน การสื่อสารในโลกโซเชียลมีพลังมากอย่างไม่น่าเชื่อ คนจำนวนมากกว่ามากเลือกที่จะเชื่อข้อมูลข่าวสารที่ส่งผ่านมาทางเฟซบุ๊ค หรือไลน์ และพร้อมที่จะปฏิบัติตน/ปฏิบัติการณ์ตามข้อมูลข่าวสารที่ได้รับ ไม่ว่าจะเป็นการส่งต่อข่าวสาร หรือการบริโภคสรรพสิ่งที่บอกต่อๆ กันมา ข่าวสารเหล่านี้กระจายไปอย่างรวดเร็ว และผู้คนก็เชื่อถืออย่างหนักแน่น ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด
ตัวอย่างของข้อมูลข่าวสารทางด้านการเมือง (เรื่องเหลือง-แดง) หรือการบอกต่อในเรื่องกลุ่มอาหารบำรุงสุขภาพเป็นเรื่องที่ทุกคนรับรู้กันดีอยู่แล้ว
เราสามารถพิจารณาพลังของการสื่อสารในโลกโซเชียลได้ในสองด้านด้วยกัน ได้แก่ โครงสร้างของการสื่อสาร และ ลักษณะของ ”สาร” ที่จะถูกสื่อออกไป
หากพิจารณาจากโครงสร้างของการสื่อสารในโลกโซเซียล จะพบว่า โครงสร้างมีลักษณะเป็นวงกลมจำนวนมากมายที่ซ้อนทับ/เหลื่อมทับกันอยู่ ในแต่ละวงจะเป็นวงเครือข่ายเพื่อน/ญาติ/คนรู้จักในที่ทำงาน ฯลฯ ซึ่งวงคนใกล้ชิดนี้ จะซ้อนทับคาบเกี่ยวไปกับอีกหลายๆ วง โดยเชื่อมต่อผ่านสมาชิกบางส่วนของเครือข่ายตนเอง (พอจะนึกภาพออกใช่ไหมครับ) ดังนั้น ข่าวสารจากกลุ่มเพื่อนของตนที่อาจจะไม่กว้างขวางมากนัก ก็สามารถที่จะกระจายต่อไปอย่างกว้างขวาง โดยผ่านคนที่มีการเชื่อมต่อ/ทับอีกวงหนึ่ง การกระจายข่าวสารจึงกระเพื่อมจากวงหนึ่งไปสู่อีกวงหนึ่ง หรืออีกหลายๆ วง ได้อย่างรวดเร็วเป็นทวีคูณ
ในโครงสร้างของการสื่อสารเช่นนี้ ในแต่ละวงเครือข่าย ก็จะมีคนที่สนใจจะดึงข่าวจากอีกวงหนึ่งมาเผยแพร่ในวงของตนจำนวนไม่น้อย (อาจจะไม่ทั้งหมดของสมาชิกในวงเครือข่ายหนึ่งๆ) ดังนั้น ความสามารถในการดึงข่าวที่กระตุ้น/กระตุกความสนใจ จึงกลายเป็นหน้าที่ของคนที่ทำตัวคล้ายๆ เป็นแกนนำของเครือข่าย แน่นอนว่า คนที่ต้องการเป็น/ทำหน้าที่ในลักษณะแกนนำเครือข่าย ก็มักจะแสดงตนเองเป็น “ผู้รอบรู้/ผู้ชำนาญการ” ในเรื่องต่างๆ ประกอบไปด้วย ซึ่งกลายเป็นอำนาจของผู้เล่าเรื่องไปในวงเครือข่ายของตน
ลักษณะของการสื่อสาร มีลักษณะสำคัญประกอบกันสามประการด้วยกัน
ประการแรก เป็นเรื่องที่อิงอยู่กับการอธิบายปรากฏการณ์จริงบางส่วน แต่จะอธิบายด้วยมุมหรือกรอบการอธิบายที่ไม่ใช่เรื่องปกติธรรมดา เช่น ทางการเมืองก็จะเน้นที่ “เบื้องหลัง/เบื้องลึก” ของเหตุการณ์หนึ่งๆ ทางการบริโภคสรรพสิ่งก็จะเน้นคุณภาพพิเศษ/วิเศษ ที่มากกว่าปกติธรรมดา กรอบการอธิบายที่ไม่ใช่เรื่องปกติธรรมดานี้ จะไม่สามารถเผยแพร่หรือปรากฏในสื่อหรือในที่ปกติธรรมดาได้ เพราะจะผิดแผกจากตรรกที่การสื่อสารทั่วไปจะทำได้ เช่น ในกรณีของการแชร์ความคิดเห็นในการอธิบายความขัดแย้งทางการเมือง ที่มาจากมุมมอง”นักจัดรายการ” เสื้อแดง/เหลือง ซึ่งพบว่า การใช้ระบบเหตุผลนั้น ผิดแผกแตกต่างไปจากปกติธรรมดามาก ในการอธิบายเรื่องหนึ่งๆ
กรอบการอธิบายแบบไม่ปกติธรรมดานี้ จะไม่อิงอยู่กับระบบการคิดที่มีเหตุมีผล หรือหลักฐานที่คนทั่วไปจะสามารถประจักษ์ได้ แต่จะอ้างอิงอยู่กับ”ข้อมูล” ที่คนพูดหรือคนเขียนรู้/คิดอยู่คนเดียว บางทีก็อ้างข้อมูลจากแหล่งข่าวใกล้ชิด แต่ก็ไม่เคยบอกว่าเป็นใคร ได้มาจากที่ไหน ที่สำคัญข่าวสารจำนวนมากกว่ามาก ก็จะเป็นลักษณะที่ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Conspiracy Theory (ทฤษฎีแผนการลับ)
ประการที่สอง ข่าวสารที่สื่อกันจะเน้นให้เห็นชัดเจนว่า เป็น “ดำ” เป็น “ขาว” ใครเป็นพระเอก (ดีสุดๆ) ใครเป็นผู้ร้าย (ชั่วแสดๆ) หากเป็นสรรพคุณของสิ่งที่จะบริโภคก็จะเป็นของที่ “ประเสริฐเลิศศรี ดีไปสามโลก” กินหนึ่งเดือน โรคหายเป็นปลิดทิ้ง หรือ กินแล้วกัน/แก้ได้ทุกโรค (รวมทั้งโรค “แก่” ที่ผู้เขียนกำลังเป็นอยู่..ฮา)
การทำให้เป็น “ดำ” หรือ “ขาว” สอดคล้องไปกับการอธิบายแบบไม่ปกติธรรมดา เพราะการวางแผนลับย่อมไม่มีที่ให้สี “เทาๆ” ดำรงอยู่ ดังนั้น การเน้นให้เห็นเพียงด้านเดียว ยิ่งเน้นทำให้กรอบการอธิบายแบบผิดปกตินี้ดูเหมือนว่าจะมีน้ำหนักมากขึ้น
ประการที่สาม ข่าวสารจะเน้นที่ “อารมณ์ร่วม” ของกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นความกลัว ความเกลียดชัง ความรัก ความห่วงใย ฯลฯ ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ในฐานะผู้ร่วมอุดมการณ์ ผู้ร่วมชะตากรรม หรือผู้มีชีวิตร่วมโลกกัน (สายพุทธจะเน้นอารมณ์นี้ครับ)
“อารมณ์ร่วม” เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของข่าวสาร ที่ขาดไม่ได้ในการสื่อสารของโลกโซเชียล ความเป็นจริงจะถูกแทนด้วยความรู้สึกว่ามันต้อง “จริง” ซึ่งทำให้บดบังหรือเบียดขับสติปัญญาของคนไปโดยสิ้นเชิง
ลักษณะทั้งสามประการของการสื่อสารเช่นนี้ ส่งผลทำให้เกิดการรับสารได้อย่างรวดเร็ว และรับอย่างเชื่อถือตามไปด้วย เพราะการอธิบายแบบไม่ปกติ ทำให้คนอ่านรู้สึกว่าตนเองกลายเป็นคนสำคัญที่มองหรือรู้อะไรที่คนอื่นเขาไม่รู้ และการแชร์ต่อๆ ไป ยิ่งทำให้ตนเองรู้สึกสำคัญมากขึ้น ในฐานะที่ทำตัวเป็นข้อต่อของ “ความรู้” ให้กระจายออกไปยังประโยชน์แก่มวลมหาประชาชน
พร้อมกันนั้น ข่าวสารที่เน้น “ดำ-ขาว” อย่างชัดเจน ทำให้การสื่อสารทำกันได้ง่ายมากขึ้น และผู้รับสารก็สามารถเอาไป “คุย” ต่อได้อย่างง่ายปาก/สะดวกปาก เพราะไม่ต้องอธิบายอะไรให้ยุ่งยาก แต่บอกเลยว่ามันเลว/มันดี อย่างไร
ขณะเดียวกัน การเน้น “อารมณ์ร่วม” เช่นนี้ ทำให้คนในกลุ่มหรือวงเครือข่าย เมื่ออ่านก็จะเกิดความรู้สึกเชื่อถือขึ้นมาในทันที เพราะคนพวกเดียวกัน /ชนชั้นเดียวกัน/อุดมการณ์เดียวกัน จะโกหกกันทำไม
ผู้รับสารทั้งหลายในโลกโซเชียล ถูกลักษณะของการสื่อสารทั้งสามประการครอบงำ และปิดกั้นความสามารถในการไตร่ตรองเยี่ยงผู้มีปัญญาไปเป็นส่วนใหญ่แล้ว การตัดสินใจในเรื่องสำคัญๆ จึงกลายเป็นการตัดสินใจจากการชักนำของข่าวสารที่เผยแพร่กัน
เราต้องคิดถึงกระบวนการ “การคืนการตัดสินใจ” อย่างมีประสิทธิภาพให้แก่ผู้คนและสังคมแล้วล่ะครับ









