ผมรอคอยคำแถลงของนายกฯ ชินโซะ อาเบะ เนื่องในโอกาส 70 ปีของการสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง
เมื่อสัปดาห์ก่อนด้วยความสนใจมากกว่าทุกปีที่ผ่านมา
ผลที่ออกมาคือน่าผิดหวังครับ
เดิมทีผมเชื่อว่านายกฯญี่ปุ่นคนนี้จะกล่าวคำ “ขอโทษ” อย่างเป็นทางการเพื่อปิดฉากเรื่องราวอันรันทด และน่าอับอายแต่หนหลังของญี่ปุ่น ในช่วงก่อสงครามมหาเอเซียบูรพา เพื่อจะได้เดินหน้าสร้างสัมพันธ์ยุคใหม่ ที่ต้องพึ่งพากันและกันมากขึ้น
แต่อาเบะกลับเอ่ยเพียงคำ “สำนึกผิด” โดยอ้างถึงอดีตนายกฯญี่ปุ่นสองคนที่เคยใช้คำว่า “ขอโทษ” มาก่อนหน้านี้แล้ว
อดีตนายกฯโตมิอิชิ มูรายามาและโยเฮอิ โกโนออกแถลงการณ์เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปีและ 60 ปีหลังสงครามโลกครั้งที่สอง และยอมใช้คำว่า “รุกราน” และ “ขอโทษ” อย่างเปิดเผย
แต่นายกฯญี่ปุ่นคนนี้กลับถอยไปหนึ่งก้าว บอกเพียงว่า “สำนึกผิด” แทนคำเดิม “เสียใจอย่างสุดซึ้ง” และหนีห่างจากคำ “ขอโทษ”
สามคำนี้วิเคราะห์โดยนัยภาษาอังกฤษกันอย่างกว้างขวาง
เพราะจีนและเกาหลีใต้ที่ถูกทหารญี่ปุ่นสังหารอย่างโหดเหี้ยมนั้น คาดหวังว่านายกฯอาเบะจะใช้คำว่า apology อย่างเป็นทางการ
ก่อนหน้านี้อาเบะเคยใช้คำ deep remorse ซึ่งแปลตรงตัวว่า “เสียใจอย่างสุดซึ้ง”
แต่พอออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมากลับเป็นคำใหม่คือ deep repentance ซึ่งน่าจะแปลเป็นไทยได้ว่า “สำนึกผิดอย่างสุดซึ้ง”
จีนและเกาหลีใต้ย่อมถามย้อนได้ว่า ถ้า “สำนึกผิดอย่างสุดซึ้ง” แล้วไฉนจึงไม่ “ขอโทษอย่างลึกล้ำ” ด้วยเล่า?
สาเหตุใหญ่คงเป็นเพราะอาเบะต้องการจะเอาใจคนญี่ปุ่นจำนวนไม่น้อย ที่ยังไม่ยอมรับความผิดพลาดอย่างใหญ่หลวงของตนเองในอดีต
หรือไม่เขาอาจจะคิดเหมือนกับที่คนญี่ปุ่นจำนวนหนึ่ง อ้างว่าอดีตผู้นำญี่ปุ่นก็ได้กล่าวขอโทษมาแล้วหลายครั้ง จะต้องขอโทษกี่ครั้งจึงจะพอ?
แต่สำหรับคนจีนและเกาหลีใต้ที่ได้รับเคราะห์กรรมหนักหน่วง เพราะการกระทำของทหารญี่ปุ่นในช่วงสงครามนั้น คำขอโทษอย่างเป็นทางการจากปากผู้นำ เป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญอย่างยิ่งเพื่อแสดงความจริงใจ ในอันที่จะสร้างสัมพันธ์ปัจจุบันและอนาคต
ไม่ใช่เล่นคำกันไปมาเพียงเพื่อจะหลีกเลี่ยง การต้องยอมรับความผิดอันใหญ่หลวงและร้ายแรงในอดีต
ถามว่าอาเบะพูดคำว่า “ขอโทษ” หรือไม่ในแถลงการณ์ปีนี้
คำตอบคือเขาเอ่ยถึงคำนี้ แต่เป็นการอ้างถึงการใช้คำนี้ของอดีตนายกฯสองท่าน ไม่ได้ตอกย้ำว่าเขาเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย
นี่คือการเล่นลิ้นการทูตที่ทำให้เห็นว่า เขาเป็นนักการเมืองที่มุ่งหวังความนิยมชมชื่นในบ้าน มากกว่าที่จะเป็นตัวแทนของคนญี่ปุ่นทั้งประเทศ ในการแสดงออกถึงความเสียใจ สำนึก และขอโทษทุกคนทุกครอบครัว ที่เป็นเหยื่อความโหดร้ายทารุณของนโยบายรุกรานประเทศอื่น ๆ ในย่านนี้อย่างจริงใจและจริงจัง
เพราะหากไม่ปิดฉากประวัติศาสตร์อย่างสง่างามและถ่อมตน ก็ย่อมไม่สามารถจะเดินหน้าสร้างอนาคตบทใหม่ อย่างเปิดเผยและสบายใจของทุกฝ่ายได้









