กระแสเศรษฐกิจโลกดูจะไม่ส่งสัญญาณกระเตื้องใดๆ หรือหากมีก็เป็นสัญญาณอ่อนๆ รวมทั้งจีน
ที่เคยจะมีทีท่าจะเป็นผู้นำเศรษฐกิจโลกในย่านเอเชีย แต่กลับเผชิญภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวกระทั่งส่งผลสะเทือนไปแทบจะทุกมุมโลก มูดี้ส์ สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระหว่างประเทศ ระบุว่า เศรษฐกิจจีนอาจเติบโตในอัตราที่ช้าลงนับตั้งแต่ช่วงนี้จนถึงสิ้นทศวรรษนี้ ซึ่งล่าสุดจีนได้อัดฉีดเงินเกือบ 1 แสนล้านดอลลาร์จากทุนสำรองสกุลเงินต่างประเทศ เข้าสู่ธนาคาร 2 แห่งซึ่งปล่อยกู้ตามคำสั่งของรัฐบาล การกระทำนี้มีขึ้นเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่กำลังซบเซา แบ่งเป็นเงิน 48,000 ล้านดอลลาร์เข้าธนาคารเพื่อการพัฒนาจีน และเงินอีก 45,000 ล้านดอลลาร์เข้าสู่ธนาคารเพื่อการส่งออก-นำเข้าของจีน การเคลื่อนไหวนี้มีขึ้นเพื่อเพิ่มฐานเงินทุนและสนับสนุนเศรษฐกิจ จากก่อนหน้านี้เคยลดดอกเบี้ย 4 ครั้งตั้งแต่ พ.ย. 2557 และลดสัดส่วนกันสำรองภาคธนาคาร ไม่ตกถึงภาคเศรษฐกิจจริง โดยส่วนใหญ่ไหลไปสถาบันการเงินและตลาดหุ้น
ขณะที่ตลาดเกิดใหม่ ซึ่งเคยเป็นความหวังทางเศรษฐกิจของโลกอีกด้านหนึ่ง ก็ปรากฎว่า ประเทศตลาดเกิดใหม่หลายประเทศมีเศรษฐกิจชะลอตัวลงอย่างรุนแรง อาจจะเป็นแนวโน้มระยะกลางที่ดำเนินต่อไปอีกหลายปี ทั้งบราซิล ตุรกี และแอฟริกาใต้ต่างเผชิญความเสี่ยง และประเทศกลุ่มนี้ยังได้รับแรงกดดันจากทั้งปัญหาการเมืองภายในประเทศ และประเทศตลาดเกิดใหม่หลายประเทศ มีเศรษฐกิจเติบโตในอัตราที่เชื่องช้ากว่าช่วงก่อนเกิดวิกฤติการเงินโลกเป็นอย่างมาก ทั้งเป็นแนวโน้มระยะกลางที่จะดำเนินต่อไปเป็นเวลาระยะหนึ่ง โดยแอฟริกาใต้ และตุรกีเป็นสองประเทศที่อาจได้รับผลกระทบมากที่สุดจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสหรัฐ เพราะทั้งคู่มีหนี้สินสกุลดอลลาร์อยู่ระดับสูง
ส่วนประเทศไทย ก็เผชิญสภาวะเศรษฐกิจซบเซาเช่นกัน จะเห็นได้ว่า ภาคธุรกิจทั้งหลายต่างต้องสรรหากลยุทธ์พยุงความอยู่รอด อย่างไรก็ตาม รายงานธนาคารของรัฐ 5 แห่ง ได้แก่ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ธนาคารออมสิน ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และธนาคารเพื่อการนำเข้าและส่งออกแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์) พบว่ามีผลการดำเนินงานช่วงครึ่งปีแรก กำไรรวมกว่า 1.65 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% ปล่อยสินเชื่อใหม่กว่า 1 แสนล้านบาท โดยธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ปล่อยสินเชื่อใหม่สูงสุด 6.8 หมื่นล้านบาท สะท้อนถึงความต้องการด้านที่อยู่อาศัยของประชาชนยังมีอยู่มาก ธนาคารออมสินก็มีสินเชื่อรายย่อยและเอสเอ็มอีเพิ่มขึ้นกว่า 1 หมื่นล้านบาท
จากสภาพการณ์ที่เกิดขึ้น แสดงให้เห็นว่า ทุกธุรกรรม ทุกกิจกรรมยังต้องดำเนินต่อไป ทุกคนต้องดิ้นรนเพื่อหาช่องทางดำเนินชีวิต เป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ แม้ประเทศไทยจะเพิ่งเพิ่มความเสี่ยงจากเหตุการณ์รุนแรงที่ไม่คาดคิด แต่จะเป็นเพียงผลกระทบระยะสั้น หากทุกคนตั้งสติให้มั่นคงยามเผชิญเหตุร้ายแรง เรียกความเชื่อมั่นกลับมา หนทางที่จะก้าวต่อไปย่อมมีเสมอ ความหวัง ความเชื่อมั่นต่อตัวเอง และความปรารถนาดีต่อประเทศจะเป็นพลังขับเคลื่อนให้ผ่านพ้นทุกวิกฤตไม่ว่าจะเบา หรือหนักหนาเพียงใด









