วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘AEC’ เขตเศรษฐกิจที่ไม่เป็นชุมชน

ข่าวชาวโรฮิงญาหลายพันคน ลอยเรือรอคอยความตายอยู่ในทะเลนับพัน

โดยประเทศที่เกี่ยวข้องและใกล้ชิดกับสถานการณ์อย่างพม่า ไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย มิได้มีมาตรการถาวรใดๆ ที่จะจัดการกับปัญหานี้ เป็นภาพที่ย้อนแย้งเมื่อเปรียบกับการที่รัฐบาลไทย พยายามส่งเสริมและเผยแพร่ประชาสัมพันธ์การรวมกลุ่มเป็นชุมชนเศรษฐกิจอาเซียน กับเพื่อนบ้านในภูมิภาค เพื่ออำนวยความสะดวกในด้านการค้าการลงทุนสำหรับภาคเอกชน และพยายามเชิญชวนนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในภูมิภาค

ญี่ปุ่นเป็นประเทศหนึ่งที่แสดงความจำนงสนับสนุนการรวมกลุ่มในภูมิภาคอาเซียน ภาคเอกชนญี่ปุ่นคาดหวังว่า การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจของอาเซียนนั้น จะช่วยส่งเสริมการลงทุนและการค้าของบริษัทญี่ปุ่น แม้ว่าญี่ปุ่นจะคาดหวังให้ประชาชนในอาเซียนเป็นแรงงาน และลูกค้าให้กับสินค้าญี่ปุ่น แต่ดูเหมือนว่า ญี่ปุ่นก็มิได้มีท่าทีที่แข็งขันต่อปัญหาของสมาชิกชุมชนอาเซียน ที่เป็นชาวโรฮิงญาเท่าไรนัก

ปฏิกิริยาที่ญี่ปุ่นมีต่อปัญหานี้คือ การแสดงความกังวลและแสดงท่าทีจะสนับสนุนการแก้ไขปัญหาชาวโรฮิงญา ในการหารือระดับผู้นำกับประเทศที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม มาตรการอย่างเป็นรูปธรรมที่ดำเนินการไปแล้วคือ การเสนอให้เงินช่วยเหลือเร่งด่วนประมาณ 100 ล้านบาท ผ่านองค์กรระหว่างประเทศด้านผู้ลี้ภัย และสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อผู้ลี้ภัยของสหประชาชาติ ซึ่งเงินจำนวนนี้มีวัตถุประสงค์ให้ใช้เพื่อการจัดหาอาหาร ที่พัก และเป็นทุนสำหรับวิเคราะห์ข้อมูล เกี่ยวกับการเคลื่อนที่ทางทะเลของชาวโรฮิงญา

หนังสือพิมพ์อาซาฮีประจำวันที่ 15 มิถุนายนที่ผ่านมานี้ ได้รายงานชีวิตของชาวโรฮิงญาในประเทศญี่ปุ่นว่า มีชาวโรฮิงญาอพยพลี้ภัยไปยังญี่ปุ่นโดยผิดกฎหมาย อาศัยอยู่ที่จังหวัดกุนมะ ประมาณ 200 คน และพยายามยื่นขอสถานะผู้ลี้ภัย ซึ่งในประเทศญี่ปุ่นนั้น มีบุคคลประมาณ 5 พันคน ยื่นขอสถานะผู้ลี้ภัยแต่มีเพียง 11 รายเท่านั้น ที่ได้รับสถานะดังกล่าว ในปี 2557 บ่งชี้ว่า ปัญหาผู้ลี้ภัยเป็นปัญหาใหญ่ มีผู้ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหานี้เป็นจำนวนมาก ในขณะที่การแก้ไขปัญหานั้นสามารถกระทำได้อย่างจำกัด โดยที่ความพยายามในการแก้ไขปัญหานั้น มีน้อยเทียบไม่ได้กับความสำคัญของปัญหา

ญี่ปุ่นพยายามแสดงท่าทีที่แข็งขันต่อกิจการของชุมชนระหว่างประเทศ แต่น่าเสียดายว่าท่าทีที่แข็งขันนั้น ให้ความสำคัญกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจและความมั่นคงเป็นหลัก จะเห็นได้ชัดว่าญี่ปุ่นใช้งบประมาณจำนวนมากไปกับโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ในอาเซียน เมื่อไม่นานมานี้รัฐบาลนายอาเบะก็ได้อนุมัติงบประมาณด้านความมั่นคงมากเป็นประวัติการณ์ถึงเกือบ 4 หมื่นล้านเหรียญ ในปี 2015 ในขณะที่รอบทศวรรษที่ผ่านมาญี่ปุ่นมีงบประมาณด้านการให้ความช่วยเหลือเพื่อมนุษยธรรมประมาณ 1 พันล้านเหรียญ คิดเป็นร้อยละ 2 ถึง 10 จากงบประมาณของการให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาทั้งหมด (โดยที่ยังไม่ได้พิจารณาว่า ยังมีงบประมาณจำนวนมากถูกใช้ไปเพื่อการสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจในรูปแบบต่างๆ) ในขณะที่ปัญหาของโลกในประเด็นนี้รุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และงบประมาณดังกล่าวกว่าร้อยละ 30 ถูกนำไปใช้กับประเทศตะวันออกกลาง เช่น อิรัก อัฟกานิสถาน ปากีสถาน ซึ่งปัญหาผู้อพยพเกิดจากสงครามที่เกี่ยวข้องกับพันธมิตรของญี่ปุ่นคือสหรัฐฯ

เป็นที่รับรู้กันว่า ในปัจจุบันโลกโลกาภิวัตน์มีการเชื่อมโยงถึงกันทั่วโลก คนจำนวนหนึ่งอาจมองว่าโลกนั้นย่นย่อลง แต่ในความเป็นจริงโลกมิได้ย่อลงสำหรับคนทุกกลุ่ม ในทางกลับกัน โลกาภิวัตน์อาจทำให้โลกห่างไกลมากขึ้นสำหรับคนบางกลุ่ม ดังข้อเท็จจริงที่เปรียบตัดกันระหว่างการเดินทางของนักลงทุนนานาชาติในภูมิภาคกับชาวโรฮิงญา ที่ฝ่ายแรกนั้นได้รับการเชื้อเชิญและอำนวยความสะดวกตลอดเวลา ในขณะที่ฝ่ายหลังนั้นถูกกีดกันผลักไส กระทั่งยอมปล่อยให้ตายเปล่ากลางทะเลได้

จากท่าทีต่อปัญหาผู้อพยพชาวโรฮิงญาของประเทศสมาชิกอาเซียนและ “หุ้นส่วน” ทางเศรษฐกิจอย่างญี่ปุ่น สะท้อนความเป็นจริงของการรวมกลุ่มเป็น “ชุมชนเศรษฐกิจอาเซียน” ว่า “คน” ในฐานะสมาชิกชุมชนที่มิใช่นักลงทุน แรงงาน หรือลูกค้านั้น เป็นเรื่องที่มีความสำคัญน้อยมาก ดังนั้น “ชุมชนเศรษฐกิจอาเซียน” ที่พยายามก่อตั้งและส่งเสริมอยู่นั้น จึงมีสภาพเป็นเพียง “เขตเศรษฐกิจ” มากกว่า “ชุมชน” ที่ความสัมพันธ์ของสมาชิกในกลุ่มจะต้องกว้างขวางลึกซึ้งมากกว่าความสัมพันธ์ในตลาด

อันที่จริงแล้ว ตามหลักทฤษฎีของนักคิดบางท่านระบุว่า โลกทุนนิยมนั้นจำเป็นต้องมีการขยายตัวตลอดเวลา ปัญหาใหญ่ที่ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมในปัจจุบันกำลังเผชิญหน้าอยู่ก็คือ การขาดการบริโภคมิใช่การขาดแคลนสินค้า และมนุษย์ก็เป็นทรัพยากรที่มีค่ามากในระบบเศรษฐกิจนี้ เพราะมีแต่มนุษย์เท่านั้นที่มีความสามารถ ทั้งในด้านการผลิตสินค้าและบริการ และในด้านการบริโภค ดังนั้น ต่อให้เป็นนายทุนที่ใจดำที่สุด หากมีวิสัยทัศน์แล้ว ก็ย่อมที่จะเห็นว่ามนุษย์ทุกคนบนโลกนี้ ก็สมควรได้รับการปกป้องดูแล ซึ่งผลประโยชน์ในบั้นปลายจะตกแก่ระบบเศรษฐกิจนั่นเอง

 --------------------

เอกสิทธิ์ หนุนภักดี

ผู้ประสานงานโครงการสันติไมตรีไทย-ญี่ปุ่น

ฝ่ายนโยบายชาติและความสัมพันธ์ข้ามชาติ สกว.