ผมมักถูกลูกศิษย์ถามอยู่เสมอๆ ว่า ทำไมช่วงปี 2516-2519 นักศึกษาจึงออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองกันมาก
ต่างจากในปัจจุบันซึ่งนักศึกษาน้อยคนที่สนใจการเมืองจริงจัง ส่วนใหญ่หันไปสนใจเรื่องความสวยความงาม การคุยเล่นผ่านโซเชียลมีเดีย นั่งกินเหล้าตามร้านเหล้า หรือนั่งละเลียดกาแฟอยู่ตามห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆ นอกจากนี้ ก็พากันนั่งนับวันรอการแสดงคอนเสิร์ตของนักร้องที่ถูกใจ หรือรอคอยการแข่งขันฟุตบอลนัดสำคัญๆ
ผมคิดว่าคนรุ่นผมที่เคยมีประสบการณ์ในการทำกิจกรรมต่างๆ ช่วงปลายทศวรรษ 2510 หรือต้นทศวรรษ 2520 คงจะถูกตั้งคำถามในทำนองนี้กันทั่วหน้า และคงจะมีคำตอบที่หลากหลายทีเดียว แต่วันนี้ผมอยากจะขอตอบโดยเน้นไปที่ความรู้สึกนึกคิดของวัยรุ่นเกี่ยวกับ “เวลา”
ความรู้สึกนึกคิดเกี่ยวกับ "เวลา" มีผลโดยตรงต่อพฤติกรรมของมนุษย์ เมื่อมีความคิดเกี่ยวกับ “เวลา” แตกต่างกัน พฤติกรรมต่างๆ ก็ย่อมแตกต่างกันไปด้วย
ในสมัยโบราณ เมื่อคนมีความเชื่อใน “คติปัญจอันตรธาน” ทำให้คิดว่า ศาสนาของพระพุทธเจ้าที่เรานับถือ คือพระสมณโคดมจะมีอายุเพียง 5,000 ปีเท่านั้น ในระหว่าง 5,000 ปีนี้ โลกจะเสื่อมลงเป็นลำดับ จนในที่สุดก็จะเกิดกลียุค และจะมีแต่คนที่ได้สั่งสมบุญไว้มากเท่านั้น ที่จะได้ไปเกิดในยุคของพระพุทธเจ้าองค์ต่อไป คือพระศรีอาริย์ ความเชื่อเรื่อง “เวลา” ที่เดินไปสู่ความเสื่อมเช่นนี้ ทำให้คนทั้งหลายต้องเร่ง “ทำบุญให้ทานสร้างกองการกุศล” ก่อนที่จะไม่มีโอกาสทำเช่นนั้น เพราะพุทธศาสนาเรียวลงจนไม่มีเนื้อนาบุญอันประเสริฐอีกต่อไป
ความรู้สึกนึกคิดเกี่ยวกับเวลาตามคติปัญจอันธตรธานนี้ ลดน้อยถอยลงตั้งแต่สมัยต้นกรุงเทพฯ ในขณะที่กระแสความคิดแบบสัจจนิยมที่มีพลังมากขึ้นเป็นลำดับ ทำให้เกิดการรับรู้ว่า โลกมิได้เสื่อมลงแต่กำลังก้าวหน้าขึ้น
เมื่อเกิดความสำนึกทางเวลาแบบก้าวหน้า การทำทุกสิ่งทุกอย่างรวมทั้งการทำบุญ ก็เป็นไปเพื่อทำให้ชีวิตก้าวหน้า แต่จะก้าวหน้าไปสู่จุดหมายปลายทางใด และจะใช้วิธีการใดเพื่อบรรลุความก้าวหน้า ก็ขึ้นอยู่กับอุดมการณ์และระบบคุณค่าที่ยึดถือ ซึ่งในสมัยรัชกาลที่ 4-5 ความเจริญทางวัตถุและความรู้แบบตะวันตก กลายเป็นมาตรฐานที่สำคัญที่ประเทศต่างๆ ต้องการจะได้มา และโดยทั่วไปแล้ว รัฐก็จะพยายามทำให้คนทั้งหลายในรัฐ ยึดถืออุดมการณ์และระบบคุณค่าร่วมกัน และสังคมเองก็มีส่วนในการหล่อหลอมให้คนมีอุดมการณ์และระบบคุณค่าบางชุดร่วมกันเช่นกัน ซึ่งในกรณีของรัฐไทยและสังคมไทย ก็ล้วนแต่ให้ความสำคัญแก่ความเจริญแบบตะวันตก
คนในรุ่นผมที่ทำกิจกรรมทางการเมือง ต่างก็อยากให้สังคมไทยเจริญก้าวหน้า และหวังจะให้คนทั้งหลายในสังคม ได้รับผลพวงจากความก้าวหน้าที่เกิดขึ้นอย่างเสมอภาคกัน แต่ความก้าวหน้าที่นักศึกษายุคนั้นนึกถึง มิได้มีแต่ในด้านวัตถุเท่านั้น ส่วนสำคัญของความก้าวหน้าอยู่ที่ความเสมอภาคทางสังคม กับสิทธิและเสรีภาพทางการเมือง ซึ่งอิทธิพลของอุดมการณ์สังคมนิยม ทำให้นักศึกษาจำนวนมากมองเห็นว่าความก้าวหน้าทางสังคมและการเมือง จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจไปสู่ระบบสังคมนิยม ดังนั้น การเคลื่อนไหวทางการเมืองของนักศึกษาในยุคนั้น จึงเป็นไปเพื่อบรรลุความก้าวหน้าตามที่พวกเขามองเห็นว่าดีงาม
ในปัจจุบัน ความคิดทางเวลาของผู้คนในสังคมไทย มีความแตกต่างหลากหลาย ความแตกต่างทางชนชั้น ชาติพันธุ์ และเพศภาวะ ปรากฏให้เห็นโดยทั่วไป และยังเกิดสภาวะ “สังคมแยกย่อย” เช่น ในชนชั้นเดียวกัน ก็มีความแตกต่างหลากหลายของวิถีชีวิตและวัฒนธรรม หรือในชาติพันธุ์เดียวกัน ก็มีหลากหลายอัตลักษณ์ เป็นต้น การแบ่งแยกออกเป็นกลุ่มย่อยๆ เช่นนี้ ทำให้เกิดการให้ความหมายความก้าวหน้าต่างกันไปมาก รวมทั้งมองเห็นวิธีการบรรลุถึงความก้าวหน้า ต่างกันอย่างหลากหลายด้วย แม้แต่เหตุการณ์เดียวกัน ก็ให้คุณค่าต่างกันว่า สร้างความก้าวหน้าหรือความเสื่อมโทรม
กรณีการปฏิวัติ 2475 เป็นกรณีตัวอย่างที่ชัดเจน ทุกวันนี้คนส่วนหนึ่งให้คุณค่าอย่างสูงแก่คณะราษฎร ซึ่งเปลี่ยนแปลงการปกครองมาสู่ระบอบประชาธิปไตย ซึ่งทำให้ “เวลา” ของสังคมไทยเป็นเวลาแห่งความก้าวหน้า ในขณะที่คนอีกกลุ่มหนึ่งเห็นว่า การปฏิวัติปี 2475 ทำให้สังคมไทยเลวลง หรือเสื่อมลง เป็นเวลาแห่งความอัปยศ เพราะอำนาจตกอยู่กับนักการเมืองที่อาศัยการเลือกตั้ง เพื่อจะมีอำนาจและใช้อำนาจที่ได้มา เพื่อแสวงหาผลประโยชน์โดยปราศจากความละอาย
สำหรับวัยรุ่นไทยในปัจจุบัน ประสบการณ์ชีวิตในครอบครัวและสังคมปัจจุบัน ทำให้เกิดความสำนึกแบบปัจเจกชนนิยมอย่างเข้มข้น การทำอะไรต่างๆ ของวัยรุ่นตลอดจนการรอคอยวันเวลาที่ดีที่จะมาถึงในอนาคต มีศูนย์กลางอยู่ที่ตัวเขาในฐานะปัจเจกบุคคล ไม่ใช่ตัวเขาในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของ "ชุมชน" ในระดับต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เครือญาติ จังหวัด ชาติ สังคมไทย ฯลฯ พวกเขาจึงคิดหาทางให้ตัวเองก้าวไปสู่อนาคตที่มีความสุขสนุกสนานรออยู่ สิ่งที่พวกเขาเลือกทำในปัจจุบัน เช่น เรียนหนังสือ ก็เพื่อจะมีรายได้สำหรับหาความสุขในอนาคต วันข้างหน้าที่มีความหมายในชีวิตของพวกเขาในระยะใกล้ๆ อาจเป็นการไปดูคอนเสิร์ตกับคนรัก หรือดูฟุตบอลกับเพื่อน แล้วพวกเขาก็จะนับถอยหลังว่าเหลือเวลาอีกกี่วันจึงจะถึงวันแห่งความสุขดังกล่าว
วัยรุ่นบางส่วนอาจถูกพิธีกรรมในกลุ่มเพื่อน หรือในสถาบันการศึกษาของตนลดทอนสำนึกปัจเจกชนนิยมลงไป แล้วเติมสำนึกรักพวกพ้องรักสถาบันเข้าไปแทน วัยรุ่นเหล่านี้ก็พร้อมที่จะอุทิศตนเพื่อแก๊งหรือสถาบัน และหลายคนก็ตายไปแล้ว เพราะเวลาในชีวิตของเขากลายเป็นเวลาสำหรับเกียรติยศของแก๊ง หรือสถาบันมากกว่าเวลาของตัวเองหรือพ่อแม่ญาติพี่น้อง
ความหมายของ “เวลา” จึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้นักศึกษาไทยส่วนใหญ่ในปัจจุบันไม่สนใจการเมือง จนกว่าเขาจะรับรู้ว่าสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาช่วงหนึ่งๆ แท้ที่จริงแล้วส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อชีวิตของพวกเขาและคนที่พวกเขารัก
อย่างไรก็ตาม ระบบการศึกษาของไทยในปัจจุบัน มิได้ทำให้นักศึกษามองเห็นสายใยอันละเอียดอ่อน ที่เชื่อมโยงผู้คนให้กลายเป็น “สังคม” นักศึกษาจึงไม่คิดว่าตนเองมีพันธะต่อสังคมปัจจุบันและอนาคต แต่ละวันจึงผ่านไปด้วยการนับถอยหลัง มากกว่าจะนึกถึงการเติมเต็มเวลาในแต่ละวันเพื่อ “ความก้าวหน้า” ของสังคม









