สัปดาห์นี้คงมีลูกจำนวนไม่น้อย ที่นำช่อหรือพวงดอกไม้ไปมอบให้แม่
บรรดาแม่ที่รับดอกไม้คงต่างปลื้มใจในการแสดงออกของลูก ณ เวลานั้น ทั้งแม่และลูกคงมิได้คิดไกลไปถึงเรื่องดอกไม้ มีความเป็นมาอย่างไร และต่อไปอะไรจะเกิดขึ้นกับดอกไม้อันเปี่ยมด้วยความหมายเหล่านั้น
ย้อนไปในเดือนพฤษภาคม ซึ่งประเพณีอเมริกันยึดวันอาทิตย์ที่สองของเดือนเป็นวันแม่ นักสังเกตการณ์ทางด้านสิ่งแวดล้อมชื่อ เจนนิเฟอร์ เกรย์สัน ได้เขียนบทความลงในหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์เกี่ยวกับการมอบดอกไม้ให้แม่ แต่ประเด็นมิได้จำกัดอยู่แค่การมอบดอกให้แม่เท่านั้น หากครอบคลุมถึงการใช้ดอกไม้ในโอกาสอื่นด้วย ขอนำมาเล่าและเสนอแนวคิดแม้จะเสี่ยงต่อการถูกประณาม ตามที่ผู้เขียนบทความคาดไว้ก็ตามที
ในโอกาสวันแม่ปีนี้ ผู้เขียนบทความคาดว่า ชาวอเมริกันจะใช้เงินราว 2.4 พันล้านดอลลาร์ ซื้อดอกไม้มอบให้แม่ นอกจากวันแม่ ชาวอเมริกันใช้ดอกไม้ในโอกาสต่างๆ ตลอดปี ซึ่งรวมเป็นดอกไม้ถึง 5.6 พันล้านช่อ เนื่องจากดินฟ้าอากาศในสหรัฐส่วนใหญ่ หนาวเกินไปสำหรับปลูกดอกไม้ในบางช่วงเวลา ราว 80% ของดอกไม้ดังกล่าว จึงต้องนำเข้าจากต่างประเทศโดยเฉพาะ จากโคลอมเบียและเอกวาดอร์ในทวีปอเมริกาใต้ กระบวนการปลูกและนำเข้าดอกไม้ ต้องใช้ทั้งสารเคมีและพลังงานในปริมาณมากสูงมาก เพื่อคงไว้ซึ่งความสดและงดงามของดอกไม้ สารเคมีบางอย่างเป็นอันตรายต่อร่างกายของมนุษย์ และสิ่งแวดล้อม จนถึงขนาดถูกห้ามหรือถูกจำกัดในสหรัฐ เช่น อัลดิคาร์บ และเมธิลพาราธิออน สารเคมีเหล่านั้นเป็นอันตรายถึงกับทำให้ลูกในท้องของคนงานเกิดมาพิการหลายอย่าง
หลังตัดจากต้นแล้ว ดอกไม้ได้รับการประคบประหงมแบบเอาอกเอาใจ โดยการเก็บไว้ในห้องปรับอากาศ และรีบจัดส่งโดยทางเครื่องบินสู่คลังสินค้า และร้านขายดอกไม้ที่ต้องปรับอากาศให้อยู่ในระดับที่ดอกไม้ต้องการ หลังจากนั้นจึงถูกส่งไปยังผู้รับ ด้วยรถปรับอากาศของบริษัทขายปลีก ก้านดอกไม้อาจถูกแช่น้ำไว้ในหลอดพลาสติกใสๆ และช่อดอกไม้ถูกห่อหุ้มด้วยกระดาษแก้ว หลังจากดอกไม้โรยแล้ว ทั้งวัสดุเหล่านั้นและดอกไม้ ถูกส่งไปยังแหล่งเก็บขยะต่างๆ ซึ่งสร้างก๊าซที่ทำลายชั้นบรรยากาศของโลก จริงอยู่ผู้เขียนยอมรับว่า ผลกระทบที่ดอกไม้มีต่อสิ่งแวดล้อม หรือ “รอยเท้าทางคาร์บอน” (Carbon Footprint) นั้น ยากที่จะฟันธงลงไปด้วยตัวเลขชนิดดิ้นไม่ได้ แต่การคำนวณพบว่า กุหลาบราว 100 ล้านช่อ ที่ชาวอเมริกันส่งให้กันในวันวาเลนไทน์ สร้างคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 9,000 ตัน มันเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ชาวอเมริกันแต่ละคน เป็นผู้มีรอยเท้าทางสิ่งแวดล้อมสูงที่สุดในโลก หรือราวสองเท่าของชาวจีน ดังที่คอลัมน์นี้อ้างถึงเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
เนื่องจากผลกระทบร้ายแรงดังกล่าว เป็นที่รับรู้กันมากขึ้น ชาวอเมริกันส่วนหนึ่งจึงเคลื่อนไหวให้ปลูกดอกไม้ โดยใช้เฉพาะสารอินทรีย์ นอกจากนั้น รัฐสภายังตรากฎหมายสนับสนุนให้ชาวอเมริกันปลูกดอกไม้ในแนวนั้นมากขึ้นอีกด้วย อย่างไรก็ดี ดอกไม้ที่ใช้เฉพาะสารอินทรีย์ยังมีเพียงจำกัด นั่นคืออยู่ในระดับต่ำกว่า 1% ของดอกไม้ที่ใช้ในสหรัฐตลอดปี 2553 อันเป็นปีที่มีข้อมูลครบถ้วน
ผู้เขียนเล่าว่า ตามธรรมดาเธอจะส่งความระลึกถึงไปคารวะแม่สามีทางอินเทอร์เน็ต พร้อมกับแนบบัตรกำนัลไปด้วย บัตรนั้นใช้สำหรับซื้อเมล็ดพันธุ์ดอกไม้ ที่บางครอบครัวรักษาไว้เป็นมรดกตกทอดมาหลายชั่วคน เนื่องจากแม่สามีของเธอชอบทำสวนดอกไม้มาก สำหรับแม่ของเธอเอง เธอเชิญออกไปใช้เวลาอันมีค่าด้วยกัน ในการรับประทานอาหารกลางวันนอกบ้านสองคน ส่วนตัวเธอเอง เธอพอใจที่ลูกสาวเก็บดอกแดนดิไลนส์อันเป็นวัชพืชในสนามหญ้ามามอบให้ และสามียินดีให้เธอนอนตื่นสายในวันแม่
แม้เมืองไทยจะมิได้เก็บข้อมูลเช่นเดียวกับสหรัฐ แต่แน่นอนว่า เมืองไทยใช้ดอกไม้มากขึ้น ทั้งเพราะคนไทยมีรายได้เพิ่มขึ้น และเพราะความพยายามทำตามผู้อื่น เช่น การตักบาตรดอกไม้ในโอกาสวันอาสาฬหบูชา แพร่ขยายออกไปอย่างต่อเนื่อง และการมอบช่อดอกไม้ในวันวาเลนไทน์ ซึ่งไม่เคยมีในเมืองไทยมาก่อน ดอกไม้ที่ใช้ในโอกาสต่างๆ ในเมืองไทย ไม่ต้องนำเข้าและไม่ต้องประคบประหงมเท่าดอกไม้ที่ใช้ในสหรัฐ ส่วนการใช้สารเคมีชนิดต่างๆ ย่อมมีบ้างแน่นอน เรื่องที่เหมือนกันมากคงได้แก่ปัญหาที่เกิดตามมาเมื่อดอกไม้กลายสภาพเป็นขยะ
จากมุมมองของเศรษฐกิจ การมอบดอกไม้ก่อให้เกิดรายได้และการจ้างงาน เริ่มจากการเตรียมปลูกต้นไม้ ไปจนถึงการขจัดดอกไม้ในสภาพของขยะ ด้านนี้ไม่มีการถกเถียงกัน เนื่องจากทุกคนมองว่าเป็นเรื่องดี ส่วนทางด้านผลกระทบที่อ้างถึง มักถกเถียงกันมาก เนื่องจากมีความเห็นหลากหลาย โดยเฉพาะในด้านการใช้สารเคมีที่มีผลกระทบร้ายแรง
หากมองกันทางด้านเศรษฐกิจ ประเด็นนี้มีข้อคิดที่จะพิจารณาตามหลักวิชาเศรษฐศาสตร์ ได้โดยเริ่มที่เป้าหมายและกรรมวิธี นั่นคือ วิธีแสดงออกถึงความเป็นลูกที่รัก เคารพและซาบซึ้งในบุญคุณของแม่ ความเป็นพุทธศาสนิกชนที่ปฏิบัติอย่างเคร่งครัดตามคำสอนของศาสนา และความเป็นคนรักที่ภักดีต่อคนรักนั้น อาจแสดงออกได้หลากหลายวิธี หลักเศรษฐศาสตร์เสนอให้เลือกวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งจะทำให้เกิดคำถามตามมา เช่น การมอบดอกไม้ให้แม่ เดินทางไปกราบแม่ และพาแม่ออกไปรับประทานอาหารนอกบ้านในวันแม่นั้น เป็นการแสดงออกที่เหนือกว่าการดำเนินชีวิตตามครรลองคลองธรรม และไปมาหาสู่แม่เป็นประจำหรือ? การใส่บาตรดอกไม้ในวันอาสาฬหบูชา เหนือกว่าการปฏิบัติตนตามศีลห้าตลอดเวลาหรือ? และการมอบดอกไม้ให้คนรักในวันวาเลนไทน์ เหนือกว่าการถนอมน้ำใจกันทุกวันหรือ? ทางเลือกมีมาก หากพิจารณาอย่างดี น่าจะได้วิธีที่มีประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับสภาวะของลูกและแม่แต่ละคู่






