หลังจากแตกตื่นกันไปช่วงต้นสัปดาห์ กับการกำหนดอัตราอ้างอิงเงินหยวนต่อดอลลาร์ ที่ลดลงไปจากเดิมถึง 2%
จนสร้างแรงกดดันแก่เงินสกุลต่างๆ ในเอเชีย เพราะหลายฝ่ายวิตกว่าจะนำไปสู่สงครามค่าเงิน ซึ่งประเทศต่างๆ จะปล่อยให้ค่าเงินอ่อนลงเพื่อให้สามารถส่งออกได้มากขึ้นนั้น สถานการณ์ในตลาดเงินและตลาดหุ้นในโลกค่อยสงบลง เมื่อจีนกำหนดอัตราอ้างอิงอ่อนค่าลงเป็นวันที่ 3 แต่เป็นการอ่อนค่าที่น้อยลงจากวันแรกซึ่งอ่อนไป 2% วันที่ 2 อ่อนค่าไป 1.6% และวันที่ 3 อ่อนค่าลง 1.1%
ข่าวที่ว่าธนาคารกลางจีนเข้าแทรกแซงเพื่อประคองค่าเงินให้มีเสถียรภาพ ประกอบกับเจ้าหน้าที่หลายคนของธนาคารกลางจีนยืนยันว่าเงินหยวนและปัจจัยแวดล้อมทางเศรษฐกิจของจีนแข็งแกร่ง มีการได้เปรียบดุลการค้า สถานภาพทางการคลังดี และมีทุนสำรองสกุลเงินต่างประเทศสูงมากอันสามารถประคองอัตราแลกเปลี่ยนได้เป็นอย่างดี ทั้งยังปฏิเสธความเป็นไปได้ว่าจีนกำลังทำสงครามค่าเงิน เพราะไม่มีความจำเป็นต้องทำเช่นนั้นด้วยเหตุที่คาดว่าการส่งออกจะฟื้นตัวได้เองอยู่แล้วในครึ่งปีหลัง
การออกมาชี้แจงและสร้างความเชื่อมั่นของบรรดาเจ้าหน้าที่จีน ช่วยปัดเป่าความวิตกเกี่ยวกับสภาพเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 2 ของโลก เพราะก่อนหน้านี้หลายฝ่ายมองว่า การกำหนดอัตราอ้างอิงเงินหยวนให้อ่อนค่าลงจากเดิมอย่างมาก สะท้อนว่าเศรษฐกิจจีนเผชิญแรงกดดันสูงกว่าที่คิด หลังจากการส่งออกเดือนกรกฎาคมลดลง 8.3% และการนำเข้าลดลง 8.1% แม้จีนยังได้เปรียบดุลการค้าเป็นจำนวน 43,030 ล้านดอลลาร์ก็ตาม
สำหรับผลกระทบจากการเคลื่อนไหวของจีน ที่มีต่อไทยและประเทศต่างๆ ในโลกนั้น น่าจะมีทั้งแง่ดีและเสีย โดยจีนเป็นประเทศที่ไทยส่งออกสินค้าไปถึง 12-13% ของยอดการส่งออกรวมในปีที่ผ่านมา รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยระบุว่าหากมองในแง่ดี การลดค่าเงินหยวนอาจส่งผลดีต่อการส่งออกของไทย หากค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอ่อนไปในทิศทางเดียวกับการอ่อนค่าของเงินหยวน แต่ในแง่ลบอาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าของไทยไปจีนโดยตรง เพราะจีนต้องนำเข้าสินค้าในมูลค่าที่สูงขึ้น แต่คงยังไม่สามารถประเมินหรือวิเคราะห์ผลดีผลเสียต่อไทยได้ชัดเจน คงต้องติดตามสถานการณ์และปัจจัยอื่นที่มีผลต่อการส่งออกและเศรษฐกิจไทยด้วย
นอกจากเรื่องจีนแล้ว สถานการณ์ในโลกที่น่าจับตาอีกเหตุการณ์หนึ่ง คือการเคลื่อนไหวของธนาคารกลาง หรือเฟด ที่มีการมองกันว่าอาจเริ่มปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนหน้า และมีการจับตามองว่าหลังจากจีนปรับเปลี่ยนวิธีกำหนดอัตราอ้างอิงอัตราแลกเปลี่ยนให้ลดลงแล้ว จะมีผลสืบเนื่องไปถึงการดำเนินนโยบายของสหรัฐหรือไม่ ซึ่งหากพิจารณาถึงถ้อยแถลงที่ผ่านมาของเฟด ก็คงพอจับทางได้ว่าประเด็นสำคัญที่เฟดจับตา คือตลาดแรงงานสหรัฐว่าปรับตัวขึ้นอย่างมั่นคงหรือไม่
ดังนั้นในช่วงอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ตลาดหุ้นและตลาดเงินในโลก อาจเผชิญความปั่นป่วนอีกครั้งหากเฟดเริ่มปรับขึ้นดอกเบี้ย แม้สิ่งนี้จะเป็นประเด็นที่คาดหมายกันมานานแล้วก็ตาม แต่ก็อาจเกิดความปั่นป่วนอันเป็นปฏิกิริยาในเชิงจิตวิทยา เพราะฉะนั้นการเตรียมตัวตั้งหลักให้มั่นคงเพื่อรับมือกับสิ่งที่ทั้งอยู่ในความคาดหมายและนอกเหนือความคาดหมาย จึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้กำหนดนโยบายทุกประเทศรวมถึงไทย






