ปัญหาของประเทศไทย สะสมเรื้อรังมายาวนาน ยากต่อการคลี่คลายสลายปัญหา
และสร้างความเข้มแข็งแก่เศรษฐกิจและสังคม เอกชนหลายรายต่างออกมาเรียกร้อง ขอให้รัฐเปิดทางให้เอกชนเป็นแกนนำขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยมีรัฐทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงคอยสนับสนุนความเติบโตแก่เอกชน โดยให้เหตุผลว่าจากอดีตถึงปัจจุบัน การทำธุรกิจนั้นเอกชนเป็นฝ่ายเดินหน้าอยู่ตลอดเวลา แต่กฎระเบียบของรัฐที่ออกมานั้น มักจะเป็นเงื่อนไขที่ฉุดรั้งการเติบโตก้าวไปข้างหน้าบ่อยครั้ง
นักธุรกิจระบุว่านโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลนั้น ไม่ใช่เรื่องใหม่ และรัฐบาลที่ประกาศนโยบายนี้ก็ยอมรับว่า นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่จะมาทำให้เป็นจริงเป็นจัง เป็นผลงานที่จับต้องได้ของรัฐบาล ขณะที่เอกชนย้อนหลังเหตุการณ์ว่าการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยดิจิทัล สหรัฐอเมริกาประกาศมาตั้งแต่ปี 2538 หรือใกล้ๆ เข้ามาหน่อย ประเทศแถบอาเซียนอย่างมาเลเซียประกาศใช้ดิจิทัลขับเคลื่อนประเทศมาประมาณ 20 ปีและดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม ประเทศไทยในส่วนของภาคเอกชนใช้ดิจิทัลทำธุรกิจมายาวนานและต่อเนื่องทันต่อการค้าโลก
หากกฎระเบียบที่มีอยู่ของรัฐมักจำกัดการเติบโต แม้การประกาศเสาหลัก 5 ประการที่จะผลักดันดิจิทัล อีโคโนมี พอลงลึกในรายละเอียดและเวลาที่ผ่านมาประมาณ 1 ปีก็ยังไม่เห็นถึงเสาใดจะเอื้อต่อการพัฒนาเศรษฐกิจด้วยดิจิทัล อีกทั้งการมอบหมายให้กระทรวงใดกระทรวงหนึ่งเป็นผู้รับผิดชอบการขับเคลื่อนนี้ก็ดูจะไม่ใช่วิธีปฏิบัติที่ถูกต้อง แม้จะได้ชื่อว่าเป็นกระทรวงเทคโนโลยีและการสื่อสาร หรือไอซีทีก็ตาม หากการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชาติด้วยดิจิทัลนั้นเป็นหน้าที่ของหลายๆ กระทรวงต้องทำ อย่างน้อยๆ คือการนำดิจิทัลไปอำนวยความสะดวกให้เกิดแก่ประชาชน
ดังนั้น ทุกกระทรวงจึงควรต้องมีหน้าที่ขับเคลื่อนดิจิทัล เพื่อประโยชน์สุขแก่ประชาชน และความเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ เช่น กระทรวงมหาดไทยที่ค่อนข้างใกล้ชิดประชาชนต้องให้บริการประชาชนด้วยดิจิทัล แต่จนกระทั่งถึงปัจจุบันที่รัฐพยายามออกประกาศอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนโดยไม่ต้องถ่ายเอกสารบัตรประจำตัวประชาชน เมื่อมาขอใช้บริการจากหน่วยงานของรัฐ หารในความเป็นจริงแล้วประกาศนั้นๆ ทำความยินดีแก่ประชาชนเฉพาะเมื่อได้รับรู้ประกาศ แต่ไม่มีผลทางปฏิบัติอย่างครอบคลุม หรือการเสียภาษีที่ดินพื้นที่ต่างจังหวัดประชาชนยังต้องเดินทางไปติดต่อหาผู้มีที่ดินติดกันทุกด้านเพื่อตรวจสอบเขตทุกเวลา 4 ปีที่ต้องรังวัดใหม่เพื่อประเมินราคาที่ดินเสียภาษี ทั้งๆ ที่หากนำเทคโนโลยีมาใช้อำนวยความสะดวกก็จะเกิดผลดีแก่ทั้งผู้ให้และผู้รับบริการ นอกจากนั้น กฎหมายที่จะออกมาในส่วนของเสาด้านซอฟต์แวร์ กลับเป็นตัวควบคุม ปิดกั้น ไม่เปิดโอกาสความคิดสร้างสรรค์ผลงานที่ก้าวหน้า สร้างมูลค่าเชิงเศรษฐกิจต่อประเทศ หรือประชาชน
เสียงเรียกร้องที่น่าจะดังขึ้นๆ เรื่อยๆ ของเอกชน คือการเรียกร้องให้รัฐคอยให้การส่งเสริม สนับสนุนการทำธุรกิจของเอกชน โดยอาจจะต้องศึกษาวิธีการของนานาประเทศที่เปิดทางให้เอกชนเป็นตัวนำ โดยรัฐเป็นผู้อำนวยความสะดวกทำให้เกิดความคล่องตัวแก่การประกอบกิจการ โดยตัวชี้วัดความสำเร็จของรัฐประเมินได้จากภาษีเงินได้ที่เข้ารัฐมากขึ้น จากผู้ประกอบการที่เดินหน้าธุรกิจเต็มกำลัง หรือในส่วนของประชาชนทั่วไปก็วัดได้จากการได้รับบริการที่รวดเร็ว ลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็นลงให้มากที่สุด มองประชาชนที่รับบริการเสมือนกรรมการที่คอยให้คะแนนตัดสินชี้ขาดในสนามกีฬา อำนวยความสะดวกแก่ประชาชนทุกระดับชั้น ไม่ว่าเป็นคนทั่วไป หรือภาคธุรกิจโดยใช้ดิจิทัลเป็นตัวช่วย ก็จะทำให้เศรษฐกิจขับเคลื่อนด้วยดิจิทัลอย่างแท้จริง






