ถ้ามีใครถามคนไทยว่าประเทศไทยอีก 10 ปี 20 ปี 30 ปีหรือ 50 ปี จะเจอกับสิ่งท้าทายอะไร
และได้เตรียมการป้องกันปัญหาหรือแก้ไขอย่างไร... คิดว่าจะมีใครตอบได้หรือพยายามจะหาคำตอบได้ไหม?
ตราบที่เรายังหมกมุ่นอยู่กับเรื่องเก่า ๆ ตัวละครไม่กี่ตัว และวนเวียนอยู่กับ “เพื่อนพ้องน้องพี่” ไม่กี่คน คงไม่มีใครมีความตระหนักว่า จะต้องมองไปข้างหน้าเพื่อวางแผนป้องกัน ปัญหาที่จะเกิดกับประเทศชาติได้เลย
เพราะแค่เอาตัวรอดไปวัน ๆ ก็เป็นปัญหาหนักหนาสากรรจ์สำหรับคนไทยอยู่แล้ว
วันก่อน นายกฯสิงคโปร์ หลี่เสียนหลง ให้สัมภาษณ์คณะบรรณาธิการจากนิตยสาร Time เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปีของการได้เอกราชมา มีคำถามและคำตอบที่น่าสนใจมาก เพราะการเป็นผู้นำประเทศจะต้องวิเคราะห์ ทั้งปัจจุบันและอนาคตของบ้านเมือง, ไม่ว่าตัวเองจะยังมีชีวิตอยู่ถึงวันนั้นหรือไม่
คำถามง่าย ๆ แต่ต้องตอบว่ายาก ๆ คือ: “อะไรคือสิ่งท้าทายสำคัญที่สุดสำหรับสิงคโปร์”
หลี่เสียนหลงตอบเหมือนเอาลูกแก้วมาวางอยู่ข้างหน้าว่า
“ถ้าดู 10 ปีข้างหน้า สิ่งที่ท้าทายที่สุดคือการยกระดับเศรษฐกิจให้ขึ้นไปอีกชั้นหนึ่ง เพราะถ้าเราไม่ขยับขึ้นไปอีกชั้นหนึ่ง เราจะเริ่มป่วย และมีอาการกระวนกระวาย หรือไม่ก็อาจจะเข้าสู่ภาวะผิดหวังอย่างแรง อย่างที่เห็นในประเทศพัฒนาแล้วหลายแห่ง...
“ถ้ามองไป 25 ปีข้างหน้า ถ้าเราไม่ทำให้เกิดดุลยภาพที่เหมาะสม ระหว่างจำนวนคนเกิดใหม่กับคนงานต่างด้าวในประเทศ เราก็จะตกอยู่ในสภาพลำบากเหมือนที่ญี่ปุ่นเผชิญอยู่ขณะนี้...
“ถ้ามองไป 50 ปี เรื่องสำคัญที่สุดคืออัตลักษณ์ของความเป็นชาติสิงคโปร์ เพราะก่อนที่คุณจะสามารถดำเนินนโยบายอะไร หรือจะให้คนในชาติบอกว่าอยากทำโน่นทำนี่ ประชาชนต้องมีความรู้สึกว่าเราเป็นชาวสิงคโปร์และเราต้องการจะอยู่ร่วมกัน และเราแตกต่างจากคนอื่น และเรามีความเป็นพิเศษเฉพาะตัวเราเอง การที่เราสามารถรักษาความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และสร้างความพิเศษเฉพาะเราในระยะยาวเป็นเรื่องสำคัญมาก...”
ในฐานะผู้นำ หลี่เสียนหลงมองแล้วว่าอะไรคือปัญหาใหญ่ระดับชาติ ไม่ใช่เรื่องใครจะแย่งตำแหน่งใคร ไม่ใช่ตระกูลไหนจะครองอำนาจต่อไปอีกนานเท่าไหร่ แต่ต้องเป็น “วาระแห่งชาติ” ที่มีผลกระทบต่อคนทั้งประเทศและที่ผู้นำรุ่นนี้จะต้องวางพื้นฐานและตั้งประเด็นเอาไว้ตั้งแต่วันนี้
สำหรับผม วลีสำคัญทีสุดคือที่เขาบอกว่า “เราต้องมีอะไรพิเศษกว่าคนอื่น” เพราะหากสิงคโปร์ซึ่งเป็นเกาะเล็ก ๆ มีประชากรเพียง 4-5 ล้านคนและไม่มีทรัพยากรธรรมชาติใด ๆ นั้น ความอยู่รอดและความสามารถในการแข่งขันคือการที่จะต้องทำให้สิงคโปร์มีคุณสมบัติที่คนอื่นไม่มี
เขารู้จุดอ่อนของเขา นั่นคือความที่คนสิงคโปร์ยังไม่มีสำนึกในความเป็นชาติ ไม่เป็นเผ่าพันธุ์เดียวกัน เพราะคนส่วนใหญ่มีเชื้อจีน แต่จะเรียกตัวเองเป็น “คนจีน” ไม่ได้เพราะอัตลักษณะของความเป็นชาติจะต้องสร้างความเป็น “ชาวสิงคโปร์” ให้ได้
แต่ขณะเดียวกัน สิงคโปร์ก็ต้องการแรงงานต่างชาติ เพราะคนในชาติเองไม่อาจจะตอบสนองความต้องการแรงงานของประเทศเองได้ ยิ่งเมื่อประชากรเกิดใหม่น้อยลง คนสูงวัยมีชีวิตยาวนานขึ้น โครงสร้างประชากรก็จะเกิดปัญหา เพราะคนวัยทำงานที่หดตัวลงตลอดเวลา จะต้องสร้างรายได้เพื่อเลี้ยงดูคนชราที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ที่หลี่เสียนหลงไม่ได้พูดแต่เป็น “ความท้าทาย” ที่ปฏิเสธไม่ได้ในระยะ 10 ปีจากนี้ไปคือระบบการเมืองของสิงคโปร์ที่จะต้องผ่อนคลาย และเปิดทางให้คนหนุ่มคนสาวสามารถแสดงความคิดเห็น วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลได้อย่างเปิดกว้างกว่าที่เป็นอยู่
หาไม่แล้ว การยกระดับเศรษฐกิจให้ขยับขึ้นอีกระดับหนึ่ง จะเกิดขึ้นได้ยากยิ่งหากบรรยากาศของการ “มีส่วนร่วม” ของคนในชาติไม่ได้รับการยกระดับขึ้นตามไปด้วย
หลี่เสียนหลงย้ำว่า “Singapore Model” ยึดเอาหลัก “free market” หรือ “ตลาดเสรี” เป็นแกนหลัก โดยเน้น “วิธีปฏิบัติที่นำไปสู่ผลงาน” ไม่ยึดเอา “อุดมการณ์ทางการเมือง” เป็นที่ตั้งโดยที่รัฐบาลก็มีบทบาทคึกคักในด้านการศึกษา, ความมั่นคงด้านสุขภาพ, ที่อยู่อาศัยและโครงสร้างพื้นฐาน
น่าสนใจที่เขาบอกว่าหลักใหญ่ของเขาคือ การสร้างสังคมและระบบการเมืองที่มุ่งไปสู่ “ทางสายกลาง” ไม่ใช่เน้นการแบ่งแยกระหว่าง “กลุ่มผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจหรือเชื้อชาติที่แตกต่าง หรือระหว่างคนรวยคนจนหรือซ้ายกับขวา...”
“สิงคโปร์โมเดล” จะเอาไปใช้กับประเทศอื่นคงไม่ได้ แต่วิธีคิดและแนวทางปฏิบัติของเขาเป็นเรื่องที่น่าศึกษาวิเคราะห์ และนำเรื่องวินัยและความเด็ดเดี่ยวมาปรับใช้ได้อย่างน่าสนใจยิ่ง






