เชื่อว่าท่านผู้อ่านคงพอจะคุ้นกับการทำ Detox อาหารกันมาบ้างนะครับ
แต่สัปดาห์นี้ผมจะชวนท่านผู้อ่านมา Detox อย่างอื่นที่ไม่ใช่อาหารครับ แต่เป็น Digital Detox เนื่องจากปัจจุบันเราอยู่ในสังคมที่อุดมด้วยเทคโนโลยีและสื่อสังคมออนไลน์อยู่ตลอดเวลา และการที่เราอยู่กับเทคโนโลยีและสังคมออนไลน์ตลอดเวลานั้น ก็ส่งผลทำให้พฤติกรรมและสุขภาพของเราเปลี่ยนไปพอสมควร
จากตัวเลขของเว็บ wearesocial.net เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา คนไทยทั้งประเทศมีอยู่ 65 ล้านคน และเป็นผู้ที่ใช้สื่อสังคมออนไลน์อย่างสม่ำเสมอถึง 32 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 49 ของประชากรไทยทั้งประเทศ ในขณะเดียวกัน เวลาเฉลี่ยที่คนไทยใช้ในการเข้าโลกอินเทอร์เน็ตด้วยคอมพิวเตอร์หรือ Tablet นั้น อยู่ถึง 5 ชั่วโมง 27 นาที ส่วนเวลาเฉลี่ยในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตด้วยโทรศัพท์นั้นก็สูงถึง 4 ชั่วโมง 6 นาที
ท่านผู้อ่านลองสังเกตุตัวของท่านเองก็ได้นะครับว่า โดยเฉลี่ยแล้ววันๆ หนึ่งท่านใช้เวลากับเทคโนโลยี (ไม่ว่าด้วยคอมพิวเตอร์หรือมือถือ) อยู่วันละกี่ชั่วโมง?
ได้มีบริษัทหนึ่งชื่อKovert Designs ที่ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อช่วยหาทางให้คนมีชีวิตอยู่อย่างมีความสุข โดยพึ่งเทคโนโลยีให้น้อยลง บริษัทนี้ได้ทดลองโดยการนำผู้บริหารระดับสูงไปประเทศอื่นเป็นระยะเวลาหนึ่ง และปล่อยให้ผู้บริหารเหล่านั้นใช้เวลาอยู่ด้วยกัน โดยตัดขาดจากเทคโนโลยีและอินเทอร์เน็ตทั้งหมด และในขณะเดียวกัน ทาง Kovert ก็ให้ผู้เชี่ยวชาญไปสังเกตพฤติกรรมของผู้บริหารเหล่านั้นว่า เมื่อปราศจากเทคโนโลยีแล้วจะเป็นอย่างไรบ้าง มีการค้นพบที่น่าสนใจหลายประการครับ ลองมาดูกันนะครับ
เริ่มตั้งแต่การที่ปราศจากเทคโนโลยี ทำให้บุคลิกภาพของคนในการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นเปลี่ยนไป คนจะมองตาผู้ที่สนทนามากขึ้น จากในอดีตที่ตาจะเหลือบมองมือถือหรือเทคโนโลยีตลอดเวลา ในขณะเดียวกัน การไม่ต้องถือมือถือหรือเหลือบดูตลอดเวลา ก็ทำให้ท่ายืนหรือท่านั่งเปิดกว้างขึ้น ไหล่ตรง หลังยืดขึ้น
นอกจากบุคลิกหรือท่ายืนแล้ว ตัวเนื้อหาที่สนทนาก็เปลี่ยนไปด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อไร้ Google เนื่องจากในโลกปัจจุบันที่เรามีเทคโนโลยี เมื่อการสนทนาถึงจุดที่ไม่แน่ใจหรือต้องหาข้อมูลเพิ่ม ทุกคนก็จะก้มหน้าหาคำตอบใน Google แต่พอไม่มีเทคโนโลยีและ Google อยู่ในมือนั้น ทุกคนในวงสนทนาก็จะพยายามช่วยกันคิดหาคำตอบ มีการสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันมากขึ้น และทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลดีขึ้น จากประสบการณ์ตนเองก็เห็นด้วยครับ หลายครั้งที่กำลังสนทนาอยู่และมีคำถามที่ไม่แน่ใจหรือตกลงไม่ได้ เราจะพึ่งเทคโนโลยีทันที ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ดีนะครับ แต่ก็จะทำให้บทสนทนาในเรื่องนั้นได้ข้อยุติและจบไปอย่างห้วนๆ
มาที่เรื่องของความจำบ้างครับ การไร้เทคโนโลยีทำให้ความจำของเราดีขึ้น ทั้งนี้ ไม่ใช่เนื่องจากปัจจัยทางร่างกายนะครับ แต่เนื่องจากเมื่อไร้ซึ่งเทคโนโลยี เวลาสนทนากับผู้อื่นเราจะอยู่กับบทสนทนามากขึ้น ให้ความสนใจต่อผู้อื่นและคำพูดในวงสนทนามากขึ้น ส่งผลให้เราสามารถจดจำต่อสิ่งที่คุยกันมากขึ้น แต่เมื่อมีเทคโนโลยีอยู่ในมือคนส่วนใหญ่อดไม่ได้ที่จะเหลือบมองเทคโนโลยี หรือแม้กระทั่งพยายามทำสองอย่างไปพร้อมๆ กัน ทั้งคนสนทนากับคู่สนทนา และสนทนากับเทคโนโลยี
แม้กระทั่งการนอน จากการทดลองของ Kovert บรรดาผู้บริหารที่ถูกไปปล่อยเกาะนั้น ต่างเห็นตรงกันว่าไม่ได้นอนนานขึ้น แต่นอนอย่างมีคุณภาพมากขึ้น ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นสิ่งที่ทุกท่านทราบกันดีอยู่แล้วว่า แสงจากเทคโนโลยีส่งผลต่อเมลาโทนิน ซึ่งจะส่งผลต่อการนอนหลับของเรา และมีงานวิจัยมากมายที่ยืนยันว่า ผู้ที่หยิบโทรศัพท์มือถือหรือ Tablet มาเล่นก่อนนอน มักจะไม่สามารถหลับได้อย่างมีคุณภาพ
นอกจากสิ่งที่ทาง Kovert ได้ทำแล้ว ยังมีงานวิจัยอื่นๆ ที่สนับสนุนให้เราพยายามหาทาง Detox ตัวเทคโนโลยีนะครับ ผมไปเจออีกงานวิจัยหนึ่งที่พบว่า การจดบันทึกด้วยมือนั้นมีผลต่อการทำความเข้าใจในสิ่งที่ได้เขียน การจดจำในสิ่งที่เขียน ได้ดีกว่าการจดบันทึกด้วยคอมพิวเตอร์ ถึงแม้การพิมพ์ผ่านคอมพิวเตอร์จะเร็วกว่า และอ่านง่ายกว่า (สำหรับผู้ที่ลายมืออ่านยาก) แต่ปรากฏว่าการจดบันทึกด้วยมือนั้น ส่งผลดีกว่าทั้งในด้านของความเข้าใจและการจดจำ
ดังนั้น ถึงเวลาที่เราจะมาทำ Digital Detox กันหรือยังครับ? จริงๆ ทำเองได้ไม่ยากนะครับ ตัดขาดทั้งจากมือถือ ไลน์ Facebook อีเมล คอมพิวเตอร์ ฯลฯ แต่ถ้าจะทำก็ต้องทำทั้งบ้านด้วยนะครับ ไม่ใช่สามี Detox อยู่คุณภรรยาก็มีไลน์เด้งเข้าตลอดเวลา หรือน่าคิดว่าถ้ามีคนทำรีสอร์ตหรือที่พักเพื่อให้ Digital Detox ก็ไม่เลวนะครับ









