วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปีนี้เป้าหมาย 'มีไว้ให้พลาด'

เข้าใกล้เทศกาล “วันแม่แห่งชาติ” 12 ส.ค. นอกจากจะเป็นวันที่ “ลูกๆ” จะแสดงความรักต่อบุพการีผู้ให้กำเนิดแล้ว

ในเชิงการตลาด ช่วงเวลานี้ยังเป็นอีก “โกลเดนท์ พีเรียด” ของการจัดกิจกรรมทางการตลาด เพื่อกระตุ้นยอดขายสินค้าในประเทศ ในห้วงที่ “ยอดขาย”ครึ่งปีแรก ของบริษัทห้างร้านต่างๆ ล้วน “พลาดเป้า” 

เรียกว่าปีนี้ “เป้ามีไว้ให้พลาด”

ไม่ว่าจะเป็นการจำหน่ายสินค้าชิ้นเล็กๆแต่ยิ่งใหญ่ จำเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวัน อย่างสินค้า “อุปโภค-บริโภค” ไปจนถึง สินค้าที่มีมูลค่าสูง ชิ้นใหญ่แต่อาจเข้าข่ายสินค้าเกินจำเป็น อย่าง รถยนต์ และอสังหาริมทรัพย์ ที่ผู้ประกอบการต่างออกมาบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า“วิกฤติ”

แม้ว่าบ้านเมืองจะสงบ กำลังซื้อน่าจะกลับมาคึกคัก แต่กาลกลับไม่เป็นเช่นนั้น ผู้บริโภคยังคงเก็บกอดเงินไว้ในกระเป๋า 

จากความไม่มั่นใจ ปนไม่เชื่อมั่น ต่อสถานการณ์เศรษฐกิจในภายภาคหน้า  

ถามว่า “ครึ่งปีหลัง” เศรษฐกิจจะผงกหัวหรือไม่ บรรดาผู้ประกอบการ ต่างคะแนเหมือนนัดกันมาว่า...ยังไม่เห็นปัจจัยบวก ที่จะทำให้กำลังซื้อฟื้นตัว 

แล้วผู้ประกอบการรายไหนกัน ? คือ “ผู้ที่ได้รับผลกระทบหนักหน่วง” จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

หวยมาออกที่ผู้ประกอบการขนาดกลางและย่อม (เอสเอ็มอี) ซึ่งเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ในแง่ปริมาณ ที่คิดเป็นเกือบ 90% ของจำนวนผู้ประกอบการทั่วประเทศ 

แย่ตรงที่พวกเขา มากแต่ปริมาณ แต่หากเทียบเรื่อง “กำลังเงิน” นับว่ายัง “ห่างชั้น” จากผู้ประกอบการรายใหญ่ที่ “กุมธุรกิจ” ของประเทศไว้เพียงไม่กี่ราย แต่ยอดขายปีหนึ่งๆเป็นแสนล้าน

ประเมินจากสัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ เอ็นพีแอล ซึ่ง “สถาบันการเงิน” บางแห่ง ออกมายอมรับว่า มีความกังวลต่อสถานะหนี้ของเอสเอ็มอีมากขึ้นเป็นลำดับ โดยเฉพาะผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ในต่างจังหวัด และเอสเอ็มอีในภาคการเกษตร พ่วงไปการระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อใหม่

กลายเป็นการ “ติดล็อก” ทางธุรกิจ กำลังซื้อหด  ไม่มีเงินชำระหนี้ ในมุมหนึ่งเอสเอ็มอีเหล่านี้ ยังเป็นผู้บริโภคกลุ่มใหญ่ของประเทศ ที่ต้องระมัดระวังการใช้จ่าย ในภาวะที่หนี้ครัวเรือนปรับตัวสูงขึ้น

ข้อมูลจากธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) ยังระบุถึงข้อมูลที่น่าวิตกว่า ยอดขายภาพรวมของเอสเอ็มอีที่เป็นลูกค้าเอสเอ็มอีแบงก์ลดลงต่อเนื่อง 

โดยไตรมาสแรก ยอดขายลดลง 30% 

ไตรมาสสอง ยอดขายลดลงถึง 35% 

ขณะที่ไตรมาสสาม ยอดขายลดลงมากถึง 50% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

นี่คือวังวนของปัญหา ที่ยากจะแก้ไข หากภาครัฐให้เร่งบูธกำลังการซื้อ ด้วยการ “เพิ่มดีมานด์” ให้เกิดขึ้น ในสถานการณ์ที่ไม่ปกติเช่นนี้ เช่น การเร่งเดินหน้าโครงการขนาดใหญ่ ที่จนถึงตอนนี้ก็ยังเป็นแผนในกระดาษ ที่ยังไม่เคาะประมูล 

ขณะที่ภาคเอกชน ก็เร่งหาทาง “สร้างดีมานด์ใหม่” เช่น การโยนหินถามทางกับภาครัฐ โดยเฉพาะ “ค่ายรถยนต์” ที่ยอดขายในประเทศทรุดหนัก จนต้องปรับเป้าหมายการขายในประเทศปีนี้ลง “1 แสนคัน” โดยขอให้รัฐ ไฟเขียวให้เปลี่ยนมือการถือครองรถยนต์ ตามโครงการรถยนต์คันแรก จากก 5 ปี เหลือ 3 ปี เพื่อทำให้เกิดดีมานด์ใหม่ ในตลาดรถยนต์ 

รวมถึงการเสนอให้สามารถนำรถยนต์อีโคคาร์  มาทำรถแท็กซี่  เพื่อระบายสต็อกในอนาคต จากโครงการอีโคคาร์ 2 เฟส หากออกสู่ตลาดครบตามเงื่อนไข หมายความว่าจะมีรถยนต์ใหม่ เข้าสู่ตลาดมากถึง 9 แสนคัน 

นี่คือ “ภาวะดิ้นรน” ของภาคเอกชนที่มองเห็น แม้ว่าอาจมองด้วยสายตาไม่มิตรนัก ว่า “ได้คืบจะเอาศอก” 

แต่นี่คือปรากฎการณ์ “พลาดเป้า” ที่พวกเขาต้อง “เอาตัวรอด”