วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

Economic Diplomacy จุดเปลี่ยนความสัมพันธ์ไทย-อียู

ไทยและสหภาพยุโรปหรืออียู นับว่ามีความสัมพันธ์ที่ราบรื่นและแน่นแฟ้นมานาน

โดยที่ผ่านมาอียูมักมีบทบาทให้ความช่วยเหลือ และมองไทยเป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ที่อียูได้ประโยชน์ผ่านการ “ให้ความช่วยเหลือ” ในหลายรูปแบบต่างๆ และไทยก็ดูเคยชินกับการเป็นฝ่าย “รับ” มาเสียนาน

แต่ในระบบเศรษฐกิจยุคปัจจุบันที่ผันเปลี่ยนไป พลวัตทางเศรษฐกิจมาอยู่ที่เอเชีย พร้อมการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วของจีนและอินเดียในภูมิภาค ทำให้ภูมิภาคเอเชียรวมทั้งไทยถูกมองกลายเป็น “คู่แข่ง” ของยุโรปไป และเป็นภูมิภาคที่อียูต้องการเข้ามาเปิดตลาด เพื่อหาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและธุรกิจ เพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของตนในเวทีโลก

อาจกล่าวได้ว่า ไทยกับอียูในยุคนี้ คือหมดยุคการให้ความช่วยเหลือแบบให้เปล่าผ่าน “ความร่วมมือเพื่อการพัฒนา” หรือ “Development Cooperation” ไปนานแล้ว แต่เปลี่ยนเป็นการดำเนิน “นโยบายการทูตเชิงเศรษฐกิจ” แบบมีข้อกำหนดและมีข้อเรียกร้องทางเศรษฐกิจ แบบต่างตอบแทน ในลักษณะพันธมิตรที่มีความเท่าเทียม

อียูเรียกนโยบายใหม่ที่กำลังจะปรับใช้ว่าEconomic Diplomacy หากจะให้ตีความขอเดาว่า อียูจะดำเนินนโยบายการทูตที่เน้นผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเป็นหลัก เน้นการเปิดตลาดเอเชียสำหรับภาคธุรกิจยุโรป และนำประเด็นเรื่องการเมืองและสังคม ซึ่งเป็นอุดมการณ์หลักของยุโรป มาเป็นข้ออ้างหรือข้อกำหนดในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมากขึ้นไปอีก

คงถึงเวลาที่ไทยต้องปรับตัวให้เข้ากับยุทธศาสตร์ Economic Diplomacy ใหม่ของอียูให้ทัน มิฉะนั้นผลประโยชน์ของไทยในตลาดอียู ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่มีกำลังซื้อสูงที่สุดในโลก อาจต้องลดน้อยถอยลง

จุดเปลี่ยนหลายด้านในความสัมพันธ์ไทยกับอียูในช่วง 2-3 ปี ที่ไทยต้องเร่งปรับตัว เพราะผลกระทบของปัจจัยที่เปลี่ยนแปลงไปในช่วงนี้ จะส่งผลกระทบในเชิงเศรษฐกิจภาพรวมของไทยแน่นอนในอีกไม่กี่ปี หากไม่มีการแก้ไขและหาทางออก

ไทยหมดสิทธิ GSP และการเจรจา FTA หยุดชะงัก

ไทยในฐานะประเทศกำลังพัฒนา เคยได้สิทธิพิเศษทางภาษีที่เรียกว่า GSP จากอียูมานาน อาจเรียกได้ว่า “จนเคยตัว” แต่ตั้งแต่ ม.ค.2558 เป็นต้นไป ไทยได้หมดสิทธิพิเศษทางภาษี GSP จากอียูสำหรับทุกตัวสินค้าลง เนื่องจากไทยได้รับการจัดอันดับโดย World Bank ตาม GNI per capita ให้เป็น upper-middle income country ติดกันมาเป็นระยะเวลา 3 ปี ส่งผลให้ประเทศไทยต้อง “จบการศึกษา” จากระบบ GSP จากอียูในที่สุด

อันที่จริงไม่ใช่ไทยเท่านั้นที่จะถูกตัดสิทธิ GSP แต่ประเทศอื่นๆ ก็จะถูกตัด GSP ด้วยเช่นกัน อาทิ รัสเซีย บราซิล ซาอุดิอาราเบีย คูเวต การ์ตา สำหรับประเทศในกลุ่มอาเซียนที่อาจจะหมดสิทธิ GSP ได้แก่ บรูไน สิงคโปร์ และมาเลเซีย ทำให้รายชื่อประเทศที่สามารถได้สิทธิ GSP ลดลงจาก 176 ประเทศในปัจจุบัน เหลือเพียง 80 ประเทศ

การที่ไทยถูกจัดสิทธิ GSP ส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันและการส่งออกของไทยไปยังอียูในหลายสาขา อาทิ สาขาอาหารทะเลและประมง (กุ้งแช่แข็ง เป็นต้น) นอกจากนั้น การไม่มีสิทธิ GSP ยังส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจมาลงทุนในประเทศไทยของนักลงทุนยุโรป เพราะการลงทุนของยุโรปในไทย เน้นการลงทุนในภาคการผลิตเพื่อผลิต และส่งออกสินค้ากลับไปยังยุโรป โดยใช้ประโยชน์จาก GSP แต่พอไม่มีสิทธิ GSP แล้ว แรงจูงใจสำหรับการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ  ไม่ใช่เพียงยุโรปและทั่วโลกก็นับว่าน้อยลง กอรปรกับยุคที่ไทยค่าแรงในไทยไม่ได้ต่ำเช่นเดิม (แต่ดูเหมือนระดับความสามารถของแรงงานไทยยังกลับไม่พัฒนาตามระดับค่าแรงที่สูงขึ้น)

FTA ไทย-อียูไม่เดินหน้า

การเจรจาเขตการค้าเสรีหรือ FTA กับอียูน่าจะเป็นทางออกที่จะกำหนดระดับภาษีพิเศษ (ที่ต่ำกว่าระดับภาษี MFN) ให้แก่สินค้าไทยที่ส่งไปอียู เพื่อมาทดแทนสิทธพิเศษทางภาษี GSP ได้ แต่แล้วความหวังนี้ก็คงไม่ได้เป็นความจริงง่ายๆ เมื่อกลางปี 2557 การเจรจาระหว่างไทยและอียูต้องหยุดชะงักลง หลังจากที่อียูออกประกาศท่าทีทางการเมืองของอียูทางการเมือง ต่อสถานการณ์การเมืองในประเทศไทย ผ่านการออกแถลงการณ์ของคณะรัฐมนตรีต่างประเทศสหภาพยุโรป (Council Statement) ลงวันที่ 23 มิ.ย.2557 ทำให้อียูหยุดการเจรจา FTA  กับไทยไปก่อน และท่าทีทางการเมืองนี้ยังคงใช้อยู่ถึงปัจจุบัน

ที่น่ากังวลคือ คู่แข่งอย่างเวียดนาม ที่ส่งออกสินค้าประเภทใกล้เคียงกับประเทศไทย เพิ่งเจรจา FTA กับอียูสำเร็จไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว (4 ส.ค.2558) หลังจากเจรจามา 2 ปีครึ่ง และจะส่งผลให้เวียดนามได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีผ่าน FTA กับอียูในไม่ช้า ยิ่งส่งผลให้ระดับความสามารถในการแข่งขันและราคาของสินค้าประเภทเดียวกัน ที่ผลิตในไทยเมื่อเทียบกับเวียดนามที่มี FTA ไทยคงสู้เวียดนามไม่ได้อีกต่อไป

สถานการณ์ข้างต้นนี้ คาดว่าไม่ได้ส่งผลกระทบต่อธุรกิจ และอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่แนวหน้าของไทย (ระดับ CP และบริษัทใหญ่อื่นๆ) มากนัก เพราะธุรกิจใหญ่ๆ เขาได้กลายเป็นนักลงทุนและย้ายฐานการผลิตสินค้าหลายประเภทออกจากประเทศไทย (รวมทั้งสินค้าเกษตรและอาหารหลายประเภท อาทิ กุ้งด้วย) ไปลงทุนการผลิตอยู่ในประเทศที่มีต้นทุนต่ำกว่า ค่าแรงต่ำว่า มีทรัพยากรมากกว่า และที่สำคัญได้สิทธิพิเศษทางภาษี GPS หรือ FTA เพื่อส่งออกไปอียู

ที่เหลือให้น่าเป็นห่วงคือ ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม เกษตรกร แรงงานหลายล้านคนในไทย ที่เป็นหนึ่งของระบบธุรกิจ supply chain หากธุรกิจใหญ่ๆ ถอนการลงทุนภาคการผลิตออกไปจากประเทศไทย ไปผลิตในประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคทีละสาขาสองสาขา ไปจนถึงผู้ประกอบการรายย่อยใหม่ๆ ที่มองหาโอกาสในการทำธุรกิจกับอียูก็จะทำได้ยากขึ้น คงต้องมีการทบทวนบทบาทใหม่ของไทยในภูมิภาคให้ดีว่า จะคงจุดแข็งในการดำเนินการค้าและเศรษฐกิจกับอียูไว้ได้อย่างไร

ปัญหาที่เป็นเรื่องร้อนอยู่ตอนนี้ อาทิ เรื่องปัญหาการแก้ไขการประมงผิดกฎหมายหรือ IUU ก็เป็นการดำเนินนโยบายเชิง Economic Diplomacy ของอียูทั้งสิ้น เพราะเป็นการนำข้ออ้างด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม  และการปฏิบัติตามข้อกำหนดและมาตรฐานระหว่างประเทศ ในการรักษาสิ่งแวดล้อม มาเป็นปัจจัยทางการค้า เรื่อง IUU ไม่ใช่ตัวอย่างแรกและตัวอย่างเดียว แต่ประเด็นด้านการเมืองและสังคมด้านอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านแรงงาน สิทธิมนุษยชน จะถูกนำมาผูกโยงกับการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของอียูกับประเทศทั่วโลก รวมทั้งกับไทยมากขึ้น ผ่านการดำเนินนโยบาย Economic Diplomacy อย่างแน่นอน ดังนั้น การวางยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจกับการแก้ไขปัญหาและยกระดับประเด็นด้านสังคม ที่เกี่ยวข้องของไทยต้องทำไปพร้อมๆ กัน มิฉะนั้น ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ก็อาจถูกขัดขวางด้วยข้ออ้างทางสังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อมได้

_______________

ดร.อาจารี ถาวรมาศ เป็นผู้บริหารบริษัท Access-Europe บริษัทที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์และนโยบายเกี่ยวกับสหภาพยุโรปสำหรับภาครัฐและเอกชนไทยที่สนใจเปิดตลาดยุโรป www.access-europe.eu หรือติดตามได้ที่ www.facebook.com/AccessEuropeCoLtd