วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

การทูตไทย-จีน : คำหวานรัฐมนตรี กับกรณี ‘ฝ่าหลุนกง’

การทูตระหว่างประเทศเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ทุกถ้อยประโยค ทุกลีลาท่าทีล้วนมีความสำคัญ

 สามารถถูกตีความไปในด้านต่าง ๆ โดยที่เราไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้

ประวัติศาสตร์การทูตไทยในหลาย ๆ ช่วงสามารถนำพาประเทศผ่านวิกฤต แต่อีกหลายโอกาสเราก็พลาดพลั้งเผอเรอ หรือกระทำการเพราะผลประโยชน์เฉพาะด้าน จนลืมภาพใหญ่ที่สำคัญต่อประเทศ

ระยะนี้เป็นจังหวะละเอียดอ่อนอีกครั้งสำหรับการทูตไทย เราตกอยู่ในสภาวะที่ถูกแรงกดดันจากต่างประเทศทั้งในด้านบวกและลบ หลายอย่างเป็นปัญหาที่เราสร้างขึ้นเอง อีกบางอย่างเป็นเรื่องของการแก่งแย่งผลประโยชน์ระหว่างมหาอำนาจ

ชั้นเชิงการทูตเป็นเรื่องของผลประโยชน์ระยะยาว แต่มีปัจจัยเฉพาะหน้าและระยะกลาง ที่จะต้องระมัดระวังและวางแนวปฏิบัติ สำหรับทุกคนที่เกี่ยวข้องกับต่างประเทศ ให้สอดคล้องต้องกับทิศทางของบ้านเมือง

แนวทางวางนโยบายถ่วงดุลอำนาจกับมหาอำนาจจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง เพราะอะไรที่เกิดขึ้นในวันนี้เป็นเรื่องระยะสั้น เฉพาะหน้า ผู้รับผิดชอบนโยบายของบ้านเมืองต้องมองยาวและไกล

หากสหรัฐกดดันมาก และจีนเอาใจเราเป็นพิเศษในบางกรณี ก็อย่าได้คิดว่านั่นเป็นแนวโน้มถาวร และเราก็ไม่ควรจะดำเนินนโยบายเพียงเพื่อตอบสนองพฤติกรรมระยะนี้เท่านั้น หากแต่จะต้องรักษาสถานภาพของความเป็นประเทศเล็กที่มีศักยภาพและศักดิ์ศรี และมีผลประโยชน์ที่จะต้องปกปักรักษาเพื่อคนไทย ไม่โอนเอนไปตามแรงกดดันจากด้านใดจนกลายเป็นประเทศที่ถูกมองว่า “ไร้จุดยืนของตน” ซึ่งเป็นอันตรายต่อการดำเนินนโยบายต่างประเทศเป็นอย่างยิ่ง

อาทิตย์ที่ผ่านมา มีข่าวสองชิ้นที่สะท้อนถึงความเป็น “หลายมิติ” ของการทูตระหว่างประเทศ

ข่าวชิ้นหนึ่งบอกว่ารัฐมนตรีต่างประเทศไทย พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร พบรัฐมนตรีต่างประเทศจีน หวัง อี้ ที่กัวลาลัมเปอร์ระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียน และมีความประทับใจมาก ตอกย้ำถึงความสัมพันธ์ที่สนิทสนมระหว่างไทยกับจีน ไม่ใช่เพียงแค่พูดจาทางการทูตเท่านั้น แต่คบหากันเสมือนเป็นลูกพี่ลูกน้องกันด้วยซ้ำ

ท่านยังบอกนักข่าวเป็นภาษาอังกฤษว่า

“If I were a woman, I would fall in love with His Excellency.”

หมายความว่าหากท่านเป็นผู้หญิง จะตกหลุมรักกับรัฐมนตรีต่างประเทศจีนทีเดียว

วันเดียวกันที่กรุงเทพก็มีข่าวว่าสถานทูตจีนในไทย “เต้น” กับข่าวที่ว่าศาลปกครองสูงสุดได้กลับคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น เป็นให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนกรุงเทพมหานคร ที่ไม่รับจดทะเบียนจัดตั้ง “สมาคมศึกษาฝ่าหลุนกงแห่งประเทศไทย” และให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของรัฐมนตรีมหาดไทยที่ยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีนี้

แปลว่าศาลปกครองสูงสุดอนุญาตให้ตั้ง “สมาคมศึกษาฝ่าหลุนกงแห่งประเทศไทย” ได้ แม้ว่าก่อนหน้านี้นายทะเบียนสมาคม กทม. จะไม่อนุญาตโดยอ้างเหตุผลว่า “อาจกระทบความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีน”

ผู้ขออนุญาตได้อุทธรณ์คัดค้านคำสั่งไม่อนุญาตต่อรัฐมนตรีมหาดไทย ซึ่งก็มีคำสั่งยกอุทธรณ์ เพราะเห็นว่าคำสั่งไม่อนุญาตรับจดทะเบียนของนายทะเบียนชอบแล้ว

ผู้ขออนุญาตจึงนำคดีฟ้องต่อศาลปกครอง ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ผู้ขออนุญาตยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้นต่อศาลปกครองสูงสุด

ศาลปกครองสูงสุดกลับคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น เป็นให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนอย่างที่เป็นข่าวไปแล้ว

ข่าวบอกว่าเอกอัครราชทูตจีนพยายามประสานขอเข้าพบ นายกฯประยุทธ์ จันทร์โอชาเพราะ “ไม่สบายใจ” ต่อคำตัดสินสุดท้ายนี้

กรณีแรกคือความรู้สึกอันอบอุ่น ระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศไทยต่อรัฐมนตรีต่างประเทศจีน กรณีหลังนี้คือการทำหน้าที่ของกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย ที่รัฐบาลจีนจะต้องเคารพ

ด้านหนึ่งคือการแสดงออกของรัฐมนตรี ซึ่งใครจะเห็นว่าเหมาะสมหรือไม่อย่างไรก็อยู่ที่วิจารณญาณของแต่ละคน เพราะบางคนเห็นว่ารัฐมนตรีไทยไม่ควรจะแสดงอาการสนิทสนมขนาดนั้น อาจจะทำให้เกิดภาพที่เกินความพอดีสำหรับนักการทูต แต่อีกบางคนอาจจะมองว่านี่เป็นการทูตส่วนบุคคลหรือ “personal diplomacy” ที่ตอกย้ำถึงความเป็นกันเอง ไม่ได้แสดงว่ากระโดดเข้าข้างประเทศไหนอย่างสุดลิ่มทิ่มประตู

แต่อีกด้านหนึ่งคือกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย ที่มีขั้นมีตอนที่ถูกต้อง จีนจะพอใจหรือไม่กับคำตัดสินของผู้พิพากษาไทยก็ต้องเคารพในคำตัดสิน เพราะคำพิพากษาก็ได้เรียงลำดับเหตุการณ์ของคดีโดยเฉพาะ เหตุผลที่ศาลปกครองสูงสุดได้ใช้ประกอบคำตัดสินอย่างชัดเจนและมีเหตุผลน่าฟังอย่างยิ่ง

โดยเฉพาะตอนหนึ่งของคำพิพากษาที่ว่า

“....การที่นายทะเบียนฯ ปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนจัดตั้งสมาคมโดยเห็นว่า หากรับจดทะเบียนจัดตั้งสมาคมอาจจะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ที่ดี กับสาธารณรัฐประชาชนจีนนั้น การกล่าวอ้างการกระทำที่เกิดขึ้นของกลุ่มบุคคล แต่มิใช่เป็นการกระทำของสมาคม เพราะนายทะเบียนฯยังไม่ได้รับจดทะเบียน ข้อกล่าวอ้างดังกล่าวจึงเป็นการคาดการณ์ล่วงหน้าในการกระทำของสมาคม ซึ่งหากความปรากฏภายหลังว่า นายทะเบียนฯได้จดทะเบียนให้แก่สมาคมแล้ว และหากปรากฏว่าการดำเนินกิจการของสมาคม ขัดต่อกฎหมายหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรืออาจเป็นภยันตรายต่อความสงบสุขของประชาชนหรือความมั่นคงของรัฐ นายทะเบียนสมาคมกรุงเทพมหานครย่อมอาศัยอำนาจตามมาตรา 102 (2) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์สั่งถอนชื่อสมาคมออกจากทะเบียนได้ หรือตามมาตรา 104 แห่งประมวลกฎหมายดังกล่าว ในกรณีมีเหตุผลตามมาตรา 102 ผู้มีส่วนได้เสียร้องขอให้นายทะเบียนฯถอนชื่อสมาคมออกจากทะเบียนได้...”

หากสถานทูตจีนในประเทศไทย ได้อ่านคำพิพากษานี้อย่างละเอียด ก็ไม่จำเป็นต้องขอคำชี้แจงจากนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ซึ่งก็ต้องเคารพในคำพิพากษาของกระบวนการยุติธรรม เหมือนดั่งที่รัฐบาลไทยต้องเคารพ ในกระบวนการยุติธรรมของประเทศจีนเช่นกัน