วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เก็บภาษีอีคอมเมิร์ซ ส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลจริงหรือ

สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ สพธอ. สำรวจพฤติกรรมผู้ใช้อินเทอร์เน็ต

ในประเทศไทย ปี 2558 พบการใช้งานอินเทอร์เน็ตของคนไทย ทุกช่วงเวลาเพิ่มสูงขึ้นมากกว่าปี 2557 อย่างชัดเจน โดยใช้สมาร์ทโฟนเชื่อมต่อมากที่สุดตลอด 24 ชั่วโมง มีกิจกรรมยอดนิยม 3 อันดับแรก ประกอบด้วย การใช้บริการโซเชียลเน็ตเวิร์ค คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 82.7% การสืบค้นข้อมูล 56.6% ใช้ติดตามข่าวสาร หนังสือพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์ 52.2% พฤติกรรมการใช้งานเน้นหนักไปที่การใช้เพื่อสืบค้นข้อมูล 62.2% ใช้เพื่อรับ-ส่งอีเมล 53.7% และเพื่อการสื่อสารผ่านสังคมออนไลน์ 45.3%

ขณะที่พฤติกรรมการซื้อสินค้าและบริการทางออนไลน์ พบปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการ 5 อันดับแรก ได้แก่ อันดับ 1.การนำเสนอข้อมูลของสินค้าของเว็บไซต์ 51.2% อันดับ 2.ความชัดเจน และความน่าสนใจของภาพผลิตภัณฑ์ 50.5% อันดับ 3. สินค้าหรือบริการถูกกว่าร้านค้าปกติ 46.4% อันดับ 4. การประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง รวมถึงความสามารถในการสั่งซื้อได้ตลอด 24 ชั่วโมง 46.1% และอันดับ 5. โปรโมชั่น 41.6% โดยหมวดสินค้าหรือบริการที่ได้รับความนิยมผ่านออนไลน์ 3 อันดับแรก ได้แก่ สินค้าแฟชั่น อาทิ เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า เครื่องประดับ 42.6% อุปกรณ์ไอที เช่น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์เคลื่อนที่ แทบเล็ตคอมพิวเตอร์ 27.5% และสินค้ากลุ่มสุขภาพและความงาม เช่น เครื่องสำอาง, อาหารเสริม 24.4% ตามลำดับ

อย่างไรก็ตาม ช่องทางการจ่ายเงินยอดนิยม อันดับ 1 และ 2 ยังคงเป็นช่องทางออฟไลน์ เช่น การโอนเงินผ่านเคาน์เตอร์ธนาคาร 65.5% และการโอนเงินผ่านตู้เอทีเอ็ม 31.2% จากข้อมูลชี้ให้เห็นว่าผู้ซื้อสินค้า และบริการทางออนไลน์ยังกลัวการจ่ายเงินผ่านช่องทางออนไลน์ ที่มาเป็นอันดับ 3 จ่ายเงินผ่านช่องทางออนไลน์ เช่น บัตรเครดิต อยู่ที่ 26.4% และเมื่อเปรียบเทียบช่องทางการจ่ายเงินกับกลุ่มอายุของผู้ที่เคยซื้อสินค้า/บริการทางออนไลน์ กลุ่มเจนเอ็กซ์ และกลุ่มเบบี้บูมเมอร์ ใช้บัตรเครดิตจ่ายค่าสินค้า และบริการทางออนไลน์สูงกว่ากลุ่มผู้ใช้ในวัยอื่น หรือคิดเป็น 50.4 % และ 51.5 % ตามลำดับ ขณะเดียวกัน กลุ่มผู้ใช้นี้ยังมักให้ข้อมูลส่วนตัว เช่น อีเมล ระดับรายได้ และหมายเลขบัตรประชาชนสูงกว่ากลุ่มอื่นๆ ทำให้เป็นความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายจากการจ่ายเงินค่าสินค้าหรือบริการที่ซื้อทางออนไลน์สูงกว่ากลุ่มวัยอื่นๆ ค่อนข้างมาก

ผลการสำรวจยังพบว่า ปัญหาหลัก 3 อันดับแรกจากการซื้อสินค้าและบริการออนไลน์ ได้แก่ 1.ได้รับสินค้าช้ากว่ากำหนด 58.7% อันดับ2.ได้รับสินค้าไม่ตรงตามเว็บไซต์ 29.9% อันดับ 3.สินค้าเกิดความชำรุดเสียหาย 24% และผู้ซื้อมีแนวทางแก้ปัญหา โดยร้องเรียนผ่านเว็บไซต์นั้นๆ 79.7% ร้องเรียนผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ 25.7% และช่องทางอื่นๆ อาทิ คอลล์ เซ็นเตอร์ หรือติดต่อกับผู้ขายโดยตรงเพื่อขอเปลี่ยน หรือคืนสินค้า 8.2% ส่วนการร้องเรียนผ่านภาครัฐมี 3.6%

อีกทางหนึ่งนายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง ได้ออกมาระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งให้กระทรวงการคลังดูแลการเก็บภาษีการซื้อขายผ่านออนไลน์ (อีคอมเมิร์ซ) ให้รัดกุมกว่าที่ผ่านมา โดยกระทรวงการคลังจะตั้งหน่วยงานเฉพาะขึ้นมาดูแล ซึ่งจะมอบหมายให้ 3 กรมภาษี คือ กรมสรรพากร กรมสรรพสามิต และกรมศุลกากร ทำงานร่วมกันเพื่อตรวจสอบและการจัดเก็บภาษีดังกล่าว ให้เป็นไปตามกฎหมายกำหนดไว้

จากข้อมูลทั้งหมดข้างต้น ไม่มีใครพูดถึงจะแก้ปัญหาให้ผู้บริโภค ที่ซื้อของออนไลน์ หรืออีคอมเมิร์ซอย่างไร มีแต่ตีฆ้องร้องป่าวยอดซื้อผ่านอีคอมเมิร์ซโต จ้องจะรีดภาษีจากผู้ค้า มีใครได้เข้าไปดูไส้ในของธุรกิจว่าทำกำไรหรือยัง และในมุมของผู้บริโภค ซื้อของผ่านช่องทางนี้ต้องตั้งสติ และเสี่ยงดวงกันเอง หากเกิดความเสียหายก็พึ่งพารัฐไม่ได้ เห็นได้จากสัดส่วนการร้องเรียนผ่านรัฐมีน้อยที่สุด แล้วอย่างนี้อะไรคือการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล