เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา มีเหตุการณ์ในอเมริกาที่น่าสนใจ ซึ่งหากดูเผินๆ จะไม่เกี่ยวเนื่องกัน
นั่นคือ ประธานาธิบดีโอบามาแถลงอย่างเป็นทางการเรื่อง มาตรการบรรเทาภาวะโลกร้อน และเปอร์โตริโกเดินเข้าสู่ภาวะล้มละลาย เพราะไม่มีเงินชำระหนี้ที่ถึงกำหนดในวันนั้น
มาตรการบรรเทาภาวะโลกร้อน เป็นคำสั่งจากรัฐบาลกลางให้ผู้ผลิตกระแสไฟฟ้าลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลง ตามกำหนดเวลาที่รัฐบาลกลางตั้งให้ โดยเป้าหมายอยู่ที่ปี 2573 ผู้ที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดจากมาตรการเหล่านั้น จะเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหิน เนื่องจากการเผาถ่านหินก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งทำให้เกิดภาวะโลกร้อน มาตรการดังกล่าวจะสร้างปฏิกิริยาลูกโซ่ถอยหลังไปยังอุตสาหกรรมถ่านหิน รัฐต่างๆ จะได้รับผลกระทบต่างกัน เนื่องจากผลิตถ่านหินและใช้ถ่านหินผลิตไฟฟ้าต่างกัน อาทิ รัฐเคนทักกีจะได้รับผลกระทบมากที่สุด เพราะกระแสไฟฟ้าราว 95% มาจากถ่านหิน ในขณะที่เวอร์มอนต์และโรดไอแลนด์จะไม่ได้รับเนื่องจากไม่ใช้ถ่านหินผลิตไฟฟ้า
การที่ประธานาธิบดีโอบามาออกมาตรการดังกล่าวในช่วงนี้ ถูกมองเป็นสองแง่ ได้แก่ เพื่อปูฐานสำหรับการเข้าร่วมประชุมใหญ่ในตอนปลายปี ขององค์การสหประชาชาติ ณ กรุงปารีส เกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ และเพื่อหวังให้เป็นผลงานทางด้านสิ่งแวดล้อมของตน หลังพ้นจากตำแหน่งประธานาธิบดีในตอนต้นปี 2560 เรื่องการปูฐานสำหรับการเข้าร่วมประชุมนั้น ไม่ก่อให้เกิดการถกเถียงกัน ส่วนเรื่องการสร้างผลงานกำลังถูกต่อต้านอย่างหนัก ทั้งจากฝ่ายที่มีฐานทางด้านปรัชญาต่างกับของประธานาธิบดีโอบามา และฝ่ายที่จะได้รับผลกระทบโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน หรือรัฐที่มีอุตสาหกรรมถ่านหินมาก
สำหรับด้านความแตกต่างกันทางด้านปรัชญา ประธานาธิบดีโอบามาถูกต่อต้านอย่างหนักมาก จากเรื่องการผ่านกฎหมายประกันสุขภาพถ้วนหน้า และเรื่องข้อตกลงกับอิหร่าน ว่าด้วยการสร้างเสริมสมรรถนะทางนิวเคลียร์ สำหรับเรื่องแรก กว่าจะผ่านกฎหมายได้ใช้เวลานานมาก และเมื่อผ่านแล้วยังเกิดการท้าทายในระดับรัฐตามข้ออ้างที่ว่า รัฐบาลกลางเข้าไปก้าวก่ายในกิจการเอกชนและของรัฐมากเกินไป เรื่องนี้กลายเป็นคดีใหญ่ในศาล ซึ่งสุดท้ายตัดสินเข้าข้างฝ่ายประธานาธิบดีโอบามา ส่วนเรื่องเกี่ยวกับอิหร่าน ผู้ต่อต้านส่วนใหญ่มาจากกลุ่มสายเหยี่ยว ซึ่งไม่ต้องการให้รอมชอมกับใคร หากอิหร่านไม่ทำตามความต้องการ ก็จะทำลายให้ราบเป็นหน้ากลอง
ในปัจจุบัน ไฟฟ้าในสหรัฐราว 1 ใน 3 ผลิตจากถ่านหิน รองลงมาได้แก่ ไฟฟ้าที่ผลิตจากก๊าซธรรมชาติ (30%) ตามด้วยจากนิวเคลียร์ (20%) จากพลังน้ำ (7%) จากกระแสลม (4%) และจากแสงแดด (0.5%) ในอนาคต ทางเลือกของสหรัฐจำกัดอยู่ที่ก๊าซธรรมชาติ กระแสลมและแสงแดด เพราะได้หยุดอนุมัติการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหม่ หลังได้ประสบการณ์เลวร้ายจากการละลายของแกนในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เมื่อปี 2522 และการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่คงไม่เกิดขึ้นเพราะปัญหาสิ่งแวดล้อม เนื่องจากในช่วงหลายปีมานี้ สหรัฐสามารถผลิตก๊าซธรรมชาติได้เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด จนทำให้ราคาของมันถูกลง และเทคโนโลยีใหม่ทำให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากแสงแดดถูกลงมาก ฉะนั้น มาตรการให้ลดการใช้ถ่านหิน จึงไม่กระทบต่อการผลิตและราคาไฟฟ้าแม้ผู้ต่อต้านจะพยายามนำขึ้นมาอ้างอย่างต่อเนื่องก็ตาม
อนึ่ง การต่อต้านมาตรการชุดใหม่อย่างหนัก มักทำให้ชาวอเมริกันลืมกันไปว่า ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ส่วนใหญ่มิได้มาจากการผลิตไฟฟ้า หากมาจากรถยนต์และรถบรรทุกกว่า 250 ล้านคัน และโรงงานอุตสาหกรรมจำนวนมาก ประเด็นนี้ไม่มีอยู่ในมาตรการชุดใหม่ หากรวมอยู่ในกฎหมายรุ่นก่อนๆ เป็นที่น่าสังเกตว่า ไม่ว่าจะรุ่นไหน กฎหมายมุ่งไปที่การลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากเครื่องจักรกลและโรงงาน แต่ละเลยเรื่องลดการบริโภคจำพวกที่ไม่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิต การบริโภคจำพวกนั้นเป็นหัวจักรใหญ่ ที่ทำให้ชาวอเมริกันแต่ละคนปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ออกมากว่าสองเท่าของชาวจีน แม้ประเทศจีนจะปล่อยก๊าซนั้นสูงกว่าทุกประเทศในโลกก็ตาม เรื่องลดการบริโภคที่เกินความจำเป็นไม่เคยรวมอยู่ในปัจจัยของการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เพราะปรัชญาของชาวอเมริกันโดยทั่วไปยึดการบริโภคเพิ่มขึ้น แบบไม่มีที่สิ้นสุดเป็นฐานของการดำเนินชีวิต
การบริโภคเพิ่มขึ้นชนิดที่ไม่มีวันสิ้นสุด เป็นส่วนประกอบของสิ่งที่เรียกว่า “ความฝันของชาวอเมริกัน” (American Dream) จริงอยู่ในสมัยหนึ่งมันเป็นหัวจักรขับเคลื่อนให้สหรัฐก้าวหน้า โดยเฉพาะทางด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยี แต่ในสมัยนี้ มันเป็นตัวสร้างปัญหาสาหัส เนื่องจากชาวโลกส่วนใหญ่พยายามทำตามชาวอเมริกันและการบริโภคเพิ่มขึ้นแบบไม่มีที่สิ้นสุด นั้นคือต้นตอของปัญหาสารพัด รวมทั้งปัญหาที่มาจากภาวะโลกร้อน และภาระหนี้สินล้นพ้น จนทำให้เปอร์โตริโกเดินเข้าสู่ภาวะล้มละลาย
ในช่วงนี้ เมืองไทยถกเถียงกันอย่างเข้มข้นเรื่องการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ส่วนเรื่องการสร้างเขื่อนแม่วงก์ เพื่อกักน้ำไว้และผลิตไฟฟ้า ทำท่าว่าจะฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีก ในขณะที่เรื่องการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เงียบไปชั่วคราว ชาวโลกที่ก้าวหน้านับวันจะผลิตไฟฟ้าจากทั้งสิ่งเหล่านั้นน้อยลง เพราะแต่ละอย่างสร้างผลกระทบร้ายแรงมาก หากไทยตัดสินใจสร้างย่อมเป็นการย้อนกระแส เพราะคงแน่ใจว่าฉลาดกว่าพวกเขา ซึ่งน่าจะเป็นการสำคัญตนผิดมากกว่า ส่วนเรื่องปัญหาที่มาจากหนี้สินของครัวเรือน ของชาวนาและของครูย่อมเป็นที่รับรู้กันอยู่แล้ว ปัญหาทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ จะไม่มีทางออกย่างยั่งยืน ตราบใดที่คนไทยยังพยายามเดินตามก้นชาวอเมริกันด้านการบริโภคแบบไร้สติ









