วันจันทร์ ที่ 19 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ดับไฟ'ก่อนกันยาฯ

หลังจากสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย แสดงเจตนารมณ์

อย่างชัดเจนว่า แนวทางมูลนิธิฯ สนับสนุนการทำงาน“คสช.”(คณะรักษาความสงบแห่งชาติ) และสนับสนุนการปฏิรูปให้สำเร็จก่อนการเลือกตั้ง

แทบไม่ต้องสงสัยว่า เวลานี้“คสช.”มีพันธมิตร ที่น่าเกรงขามขึ้นมาแล้ว ทั้งยังจะเป็นเกราะกำบังอย่างดี เป็นหนังหน้าไฟ ในการปะทะกับฝ่ายที่ตั้งตัวเป็นปฏิปักษ์ ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่า นี่คือ การแสดงออกของประชาชนเช่นกันไม่ว่าจะรัก ชอบ สนับสนุนใคร

แต่ในทางเดียวกัน ที่ต้องระมัดระวังอย่างสูงก็คือ การสร้าง“เงื่อนไข”ความขัดแย้ง แม้ว่า“คสช.”จะพยายามรักษาระยะห่างอยู่แล้ว กรณีออกมาปฏิเสธว่า แนวทาง“สุเทพ”และ“มูลนิธิมวลมหาประชาชนฯ”ไม่เกี่ยวกับโรดแมพ“คสช.”

กระนั้น แค่“คสช.”อนุญาตให้“สุเทพ”แถลงข่าว และสาระสำคัญในการแถลงก็คือ ทำตัวเป็นเสมือน“แม่น้ำสายที่6” กระแสวิพากษ์วิจารณ์ “สองมาตรฐาน” ก็อื้ออึงแล้ว

และหลีกไม่พ้นถูกมองว่า เป็นบันไดให้กับ“คสช.”สืบทอดอำนาจ ไม่ต่างจากบางคนใน สปช.(สภาปฏิรูปแห่งชาติ) ที่ออกมาเสนอให้“คสช.” อยู่ต่อ2ปี เพื่อปฏิรูปประเทศให้เสร็จก่อนแล้วจึงเลือกตั้ง เพราะถ้อยคำที่ “สุเทพ” กล่าวว่า ต้องปฏิรูปให้สำเร็จโดยไม่จำเป็นว่าจะต้องใช้เวลาเท่าไหร่ ก่อนการเลือกตั้ง นั่นเอง

ขณะเดียวกัน ก็กำลังกลายเป็น“ข้อถกเถียงใหม่” อยู่ในเวลานี้ว่า ตกลงเอาอย่างไรกันแน่ จะตาม“โรดแมพ คสช.”หรือ ต้องการให้“คสช.”อยู่ต่ออีก2ปี เพื่อปฏิรูปให้เสร็จ ก่อนเลือกตั้ง หรือ ไม่ต้องมีเงื่อนไขเวลา เพื่อปฏิรูปให้สำเร็จ ก่อนการเลือกตั้ง

ไม่นับกระแสข่าว “คว่ำร่างรัฐธรรมนูญ” ใน“สปช.” ที่จะทำให้ “คสช.” ยืดเวลาในการยกร่างรัฐธรรมนูญออกไปอีก ตามรัฐธรรมนูญชั่วคราวฉบับแก้ไข ซึ่งก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า เอื้อ“คสช.”อยู่แล้ว

นี่แค่“เงื่อนไข”แรงกระเพื่อมเริ่มต้นเท่านั้น เมื่อเทียบกับช่วงเดือนกันยายน ที่“คสช.”มีหลายเรื่องให้ตัดสินใจ และรับมือกับผลที่ไม่อาจคาดเดาว่าจะเกิดอะไรขึ้นตามมาหรือไม่

ไม่ว่าจะเป็น การตัดสินใจปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ หัวหน้า คสช. ซึ่งเบื้องต้นมีแนวโน้มสูงว่าจะยังไม่มีนักการเมืองเข้าร่วม แต่กระนั้นคนที่ถูกจับตามองอย่างสูง ก็คือ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ และทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ ที่อาจถูกปรับเข้าไปแทนชุดเดิม

การโยกย้ายนายทหารระดับสูง โดยเฉพาะตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก(ผบ.ทบ.)คนที่39ต่อจาก พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร ที่จะเกษียณอายุราชการในเดือนกันยายนและ“แคนดิเดต”ก็คือ พล.อ.ธีรชัย นาควานิช และ พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา (น้องชายพล.อ.ประยุทธ์)ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก(ผบ.ทบ.)

การผ่านร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2559รวมถึง การโหวตรับหรือไม่รับ ร่างรัฐธรรมนูญของ สปช.ซึ่งทั้งหมดจะเกิดขึ้นประมาณเดือนกันยายน

ประเด็นก็คือ ระหว่างทางก่อนถึงเดือนกันยายน ต้องทำอย่างไรก็ได้ เพื่อไม่ให้“เงื่อนไข”ที่จะนำไปสู่ความขัดแย้ง“สุกงอม”อย่างที่ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ออกมายืนยันแล้วว่า จะเดินตามโรดแมพ

เพราะย่อมหลีกไม่พ้น ที่จะต้องมีคนต้องการสร้าง“เงื่อนไข”อยู่แล้ว ไม่มากก็น้อย แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับสิ่งที่คนส่วนใหญ่สนับสนุนให้เดินตามโรดแมพ เพื่อการคืนอำนาจให้ประชาชน

แม้แต่ มูลนิธิมวลมหาประชาชนฯ เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ยืนยันที่จะเดินตามโรดแมพ หากจะสนับสนุนให้เป็นไปด้วยดี ก็ต้องลดเงื่อนไขขัดแย้ง ใช้ความสงบสยบการเคลื่อนไหวให้ได้มากที่สุด

ส่วนการปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง เชื่อว่าคนส่วนใหญ่ยอมรับแล้ว เพียงแต่ “กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียวฉันใด” ก็ต้องเข้าใจการ“ปฏิรูป”ด้วยว่า ไม่อาจสำเร็จด้วยมือใครกลุ่มเดียว

ที่สำคัญยิ่งกว่าคือ“ประชาธิปไตย” ตามโรดแมพ คสช. เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมสานต่อปฏิรูปประเทศ เพราะนั่นจะเป็นคำตอบที่แท้จริงว่า ทำเพื่อประชาชน