โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ เริ่มมีกระแสคัดค้านเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากกลุ่มผู้คัดค้านมาจากหลายกลุ่มหลายองค์กร
มีความกังวลว่าหากมีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในพื้นที่จังหวัดกระบี่ นอกจากจะส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวและสิ่งแวดล้อม ยังส่งผลกระทบประมงพื้นพื้นบ้าน ซึ่งการคัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าดังกล่าวเริ่มเกิดขึ้นมานาน นับตั้งแต่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตเริ่มดำเนินโครงการ ตั้งแต่ขั้นตอนการเปิดรับฟังความเห็น
ประเด็นการคัดค้านของกลุ่มไม่เห็นด้วยให้มีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน เนื่องจากมีความกังวลว่าหากมีการก่อสร้างจริงจะส่งผลกระทบต่อชุมชนในพื้นที่ก่อสร้างและพื้นที่ใกล้เคียงเนื่องจากปัญหามลพิษและผลกระทบจากการก่อสร้างท่าเรือเพื่อขนถ่ายถ่านหิน โดยอ้างถึงบทเรียนต่างๆจากหลายพื้นที่ในประเทศไทยที่มีปัญหามาก่อน รวมทั้งบทเรียนจากต่างประเทศที่เกิดมลพิษอย่างรุนแรงในชุมชนรอบข้างและยากที่จะแก้ไขให้กลับมาได้ หรืออย่างน้อยต้องใช้เวลาฟื้นฟู
ความขัดแย้งกับภาครัฐในโครงการขนาดใหญ่ของไทยเกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ตามการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจสมัยใหม่ ซึ่งเป็นระบบเศรษฐกิจที่ต้องการใช้พลังงานค่อนข้างมากในการผลักดันให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ซึ่งในกรณีของพื้นที่จังหวัดภาคใต้นั้นมีปัญหาในเรื่องของกระแสไฟฟ้าไม่เพียงพอ ซึ่งไม่เพียงแค่ภาคอุตสาหกรรมและปริมาณการใช้ตามบ้านเรือนเท่านั้นที่มีอัตราการขยายตัวต่อเนื่อง แต่ภาคการท่องเที่ยวก็มีอัตราการขยายตัวค่อนข้างสูง
หากฟังเหตุผลจากภาครัฐที่เห็นถึงความจำเป็น ในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มเติมในพื้นที่ภาคใต้ เนื่องจากปริมาณการผลิตกระแสไฟฟ้าในพื้นที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ ดังนั้นจึงต้องดึงไฟฟ้าจากภาคกลางเข้าไปช่วยในช่วงที่มีการใช้ไฟฟ้าสูง ซึ่งนอกจากจะมีความเสี่ยงในเรื่องไฟฟ้าไม่เพียงพอและไฟดับในบางพื้นที่แล้ว ยังทำให้ต้นทุนการผลิตกระแสไฟฟ้าสูงขึ้นด้วย และหากมีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มเติมและใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงก็จะทำให้ราคาไฟฟ้าไม่เป็นภาระของประชาชน
อันที่จริง ประเด็นการคัดค้านและเหตุผลการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในกระบี่ ไม่ถือว่าเป็นประเด็นใหม่มากนักในสังคม เนื่องจากก่อนหน้านี้ก็มีการรับรู้กันอยู่แล้วว่าจะมีการก่อสร้าง เช่นเดียวกระแสการต่อต้านในพื้นที่ แต่เมื่อโครงการดำเนินมาต่อเนื่องจนจะเริ่มการก่อสร้าง ความขัดแย้งประเด็นดังกล่าวดูเหมือนเริ่มรุนแรงขึ้น แต่ที่น่าประหลาดใจคือข้อขัดแย้งระหว่างหน่วยงานรัฐกับกลุ่มผู้คัดค้าน ล้วนแต่เป็นประเด็นเดิมที่มีข้อถกเถียงกันมานานและยังไม่สามารถหาข้อยุติได้
ประเด็นปัญหาความขัดแย้งโครงการในลักษณะนี้ ถือเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำซากในสังคมไทย ระหว่างภาครัฐกับประชาชนในพื้นที่ หรือกลุ่มประชาชนส่วนอื่นที่ไม่เห็นด้วย โดยปฐมเหตุมาจากขาดการพูดคุยที่ดีต่อกันด้วยเหตุผล ระหว่างความจำเป็นกับผลกระทบ ซึ่งกล่าวถึงที่สุดแล้วเป็นปัญหาความไว้เนื้อเชื่อใจกันระหว่างภาครัฐกับประชาชน โดยปัญหาขาดความเชื่อใจกันนั้นทำให้เวทีการพูดเป็นไปได้ยาก เหมือนกับที่เกิดขึ้นกับการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบ 21
แน่นอนว่าปัญหาความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกลุ่มคนต่างๆ ในสังคมนั้นถือเป็นปัญหาใหญ่ในสังคมไทยยุคใหม่ แต่ปัญหาที่ผ่านมาเราก็ไม่ได้สร้างกระบวนการสร้างความเข้าใจระหว่างกันที่ดี แม้ทุกอย่างจะดำเนินการตามตัวบทกฎหมาย แต่การสร้างความเชื่อใจให้เกิดขึ้นนั้นอาจเป็นประเด็นนอกเหนือจากความชอบธรรมทางกฎหมายเพียงอย่างเดียว เราเห็นว่าการสร้างกระบวนการเช่นนี้ให้เกิดขึ้นถือเป็นสิ่งจำเป็นและต้องใช้เวลา แต่หากเกิดกระบวนการสร้างความเข้าใจต่อกันขึ้นมาได้ ก็จะเป็นผลดีต่อสังคมไทยในระยะยาว









