วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เป็นไปได้ไหมถ้าเราจะส่งออกมหาวิทยาลัยไทย?

เมื่อหลายปีก่อนมีการศึกษาแล้วพบกว่า อเมริกามีรายได้จากนักเรียนต่างชาติที่เข้าไปเรียนประมาณ 18,800 ล้านดอลลาร์

หรือตกประมาณ 5.6 แสนล้านบาท เงินที่ไหลเข้าประเทศของเขาจาก “ธุรกิจการศึกษา” เป็นเม็ดเงินที่สูงกว่างบประมาณแผ่นดินทั้งปีของหลายๆ กระทรวงในบ้านเราเสียอีก

ส่วนหนึ่งที่ทำให้มหาวิทยาลัยของเขาขายได้ก็คือ มหาวิทยาลัยที่ติด 100 อันดับแรกของโลก ส่วนใหญ่ก็อยู่ในประเทศนี้ ความเข้มแข็งทางวิชาการเป็นที่ยอมรับกันไปทั่ว มหาวิทยาลัยอื่นๆ ในอเมริกาที่ไม่ติดอันดับโลก ก็เลยพลอยได้รับอานิสงส์ไปด้วย

กว่าอเมริกาจะมาถึงจุดนี้ได้ก็ใช้เวลากว่าร้อยปี มหาวิทยาลัยของเขาเริ่มบ่มเพาะความเข้มแข็งมาตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ในช่วงแรกมหาวิทยาลัยที่เป็นดาวเด่นทั้งหลาย คือมหาวิทยาลัยของรัฐ แต่ห้าสิบปีให้หลังมานี้ มหาวิทยาลัยเอกชนที่มีการบริหารงานคล่องตัว และพัฒนาคุณภาพทางวิชาการมาอย่างต่อเนื่อง ก็กลายเป็นผู้นำทางวิชาการในประเทศ และในวงการวิชาการระดับนานาชาติ

ประเทศไทยเอง ถึงแม้ว่าจะมีข้อเสียเปรียบตรงที่ไม่ได้เป็นประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก แต่หากมองด้วยตำแหน่งที่ตั้งแล้ว โอกาสทางการตลาดของมหาวิทยาลัยไทยมีอยู่ไม่น้อย 

หันไปทางตะวันตกเห็น ลาว กัมพูชา ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่เศรษฐกิจกำลังขยายตัว ถึงตอนนี้ลาวและกัมพูชาจะยังไม่รวยมาก แต่อีกสิบยี่สิบปีข้างหน้า กำลังซื้อของพวกเขาคงเพิ่มขึ้นพอจะเป็นลูกค้าของเราได้ 

มองขึ้นไปทางเหนือก็เห็นจีน ที่มีพลเมืองจำนวนมาก แถมเศรษฐกิจยังโตเอาโตเอาไม่ยอมหยุด เด็กจีนเลยมีโอกาสได้ไปเรียนเมืองนอกกันเพิ่มขึ้นทุกปี ตอนนี้เด็กจีนมาเรียนในไทยก็มีอยู่ไม่น้อยแล้ว

มองไปทางใต้ มาเลเซียกับสิงคโปร์ แม้ว่าเขาจะสนใจมาเรียนกับเราน้อย แต่ถ้ารู้จักทำตลาดดีๆ ก็มีสิทธิดึงพวกเขามาเป็นลูกค้าได้เหมือนกัน เพราะหลักสูตรนานาชาติที่มีคุณภาพในบ้านเราราคาก็พอจะสูสีกับมหาวิทยาลัยเอกชนชั้นดีในมาเลเซีย แต่ถ้าเทียบความพร้อมด้านสถานที่และบุคลากรแล้ว ของเราได้เปรียบกว่าเยอะ

ณ เวลานี้ ประเทศไทยยังไม่ควรไปแย่งลูกค้ากับประเทศใหญ่อย่างอเมริกา อังกฤษ ออสเตรเลีย และแคนาดา คงจะไม่เหมาะสมนักที่จะทำแบบนั้น เพราะถ้าว่ากันตามตรงแล้ว เรายังตามหลังเขาในทางวิชาการอยู่หลายขุม กลยุทธ์การวางตำแหน่งของเรา ควรอยู่ที่การศึกษาคุณภาพสูงในราคาที่ย่อมเยา เพื่อดึงนักเรียนจากครอบครัวชนชั้นกลางในต่างประเทศ ที่พอจะมีกำลังทรัพย์ในการส่งลูกหลานมาเรียน

อย่างไรก็ตาม การจะออกไปทำตลาดให้ประสบความสำเร็จได้นั้น เราต้องเข้าใจกระบวนการในการตัดสินใจเลือกเรียนของนักเรียนต่างชาติ ว่าเขาให้ความสำคัญกับเรื่องไหนบ้าง

ข้อมูลจากรายงานเรื่อง Internationalization and Trade in Higher Education ของ OECD ได้ทำการศึกษาถึงการตัดสินใจในเรื่องนี้ไว้เมื่อหลายปีก่อนซึ่ง พบว่าปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจว่าจะไปเรียนที่ไหนของนักเรียนต่างชาติ เรียงตามลำดับความสำคัญ มีดังนี้

1.ภาพลักษณ์ด้านวิชาการของประเทศที่ไปเรียน

2.หลักสูตรที่ต้องการเรียน

3.ชื่อเสียงของสถาบัน

4.เมืองที่สถาบันตั้งอยู่

ผลจากการศึกษาครั้งนี้บอกเราว่า หากประเทศไทยต้องการจะเป็นผู้ส่งออกทางการศึกษาอย่างจริงจัง เราต้องเริ่มกันที่การสร้างภาพลักษณ์ของประเทศโดยรวม และในทางวิชาการ 

ภาพลักษณ์โดยรวมของไทยนั้น โดยทั่วไปแล้วไม่ได้มีปัญหา เสียก็แต่ความไม่มั่นคงทางการเมือง มีการประท้วงกันบ่อย ส่วนด้านวิชาการนั้น เรายังต้องพัฒนาอีกเยอะ ทั้งในส่วนของมหาวิทยาลัยของรัฐและเอกชน และต้องใช้เวลาพอสมควร

ในระยะแรก สิ่งที่รัฐควรทำคือ การปั้นมหาวิทยาลัยของรัฐที่เป็นมหาวิทยาลัยชั้นแนวหน้าในประเทศอยู่แล้ว ให้มีความเข้มแข็งในทางวิชาการมากกว่าที่เป็นอยู่ เพื่ออาศัยชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยเหล่านี้ ในการสร้างภาพลักษณ์ความเข้มแข็งทางวิชาการของประเทศ 

ก่อนจะทำเช่นนี้ได้ เราต้องมีการกรณีศึกษาเชิงลึกว่า มหาวิทยาลัยในต่างประเทศที่ประสบความสำเร็จเขาทำกันอะไรกันบ้าง แล้วเลือกดูว่าจะเอาบทเรียนเหล่านั้นมาปรับใช้กับมหาวิทยาลัยชั้นนำของรัฐเหล่านี้ เพื่อยกระดับคุณภาพทางวิชาการโดยรวมของมหาวิทยาลัย และช่วยให้มหาวิทยาลัยเหล่านี้ สร้างจุดแข็งทางวิชาการในสาขาวิชาที่มีความพร้อม

นักวิชาการที่มีศักยภาพ ควรมีโอกาสได้ทำงานร่วมกับนักวิจัยชั้นแนวหน้าจากต่างประเทศ โดยรัฐเป็นผู้ให้การสนับสนุนทางการเงิน เพื่อให้คนของเรามีโอกาสได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ และสร้างสายสัมพันธ์ทางวิชาการเพื่อนำไปสู่การต่อยอดความรู้ต่อไปในอนาคต

ในระดับมหาวิทยาลัยเอง การเพิ่มความคล่องตัวในการทำงาน ลดภาระงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับงานวิจัย  และการตั้งเงินรางวัลสำหรับผลงานที่ได้รับการตีพิมพ์ ยังไม่เพียงพอ การช่วยเหลือช่วงท้ายของงานวิจัย เพื่อส่งงานวิจัยเหล่านั้น ไปตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการ นำเสนอในงานสัมมนาระดับชาติ ก็มีความสำคัญเช่นกัน 

ต้องยอมรับว่า นักวิชาการบ้านเราส่วนใหญ่เป็นคนไทย ใช้ภาษาไทยมาตั้งแต่เด็ก การจะให้เขาเขียนภาษาอังกฤษสู้กับฝรั่งที่ใช้มาตั้งแต่เกิด แล้วเขียนได้ดีเยี่ยมคงไม่ใช่เรื่องง่าย มหาวิทยาลัยควรมีหน่วยงานที่ช่วยตรวจทานแก้ไขภาษาอังกฤษให้ถูกต้อง ตามหลักไวยากรณ์และมีความสละสลวย มาช่วยขัดเกลางานเขียนที่ใกล้จะเสร็จ เพื่อช่วยเพิ่มโอกาสในการได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ

รัฐบาลต้องส่งเสริมให้คนที่มีศักยภาพได้เรียนต่อในระดับปริญญาเอก ในประเทศให้มากขึ้น เพื่อมาเป็นกำลังเสริม โดยการให้เงินอุดหนุนค่าหน่วยกิตและให้เงินค่าใช้จ่ายรายเดือน โดยอาจกำหนดเงื่อนไขว่า  จะต้องใช้ทุนเป็นอาจารย์ นักวิจัย หรือทำงานกับหน่วยงานภาครัฐในระยะเวลาหนึ่งเพื่อใช้ทุน เพราะนักศึกษาปริญญาเอกเหล่านี้ เป็นกำลังสำคัญที่จะช่วยให้นักวิจัยสามารถทำวิจัยสะดวกและมากกว่าเดิม 

สิ่งที่ต้องทำควบคู่กันไปคือ การใช้กลยุทธ์ทางการตลาด ประชาสัมพันธ์ศักยภาพทางวิชาการของประเทศออกไปในระดับนานาชาติ ด้วยการจัดสัมมนาทางวิชาการ จัดการแข่งขันทางวิชาการ จัดทุนให้นักเรียนต่างชาติที่มีผลการเรียนดี มีโอกาสมาเรียนต่อในมหาวิทยาลัยชั้นนำของไทย เขาจะได้เป็นปากเป็นเสียงช่วยประชาสัมพันธ์ให้เรา เพื่อดึงนักเรียนรุ่นหลังมาเรียน

จริงอยู่การส่งออกมหาวิทยาลัยไทย ต้องใช้เงินจำนวนไม่น้อย และไม่ได้เห็นผลตอบแทนกลับมาทันทีเหมือนการส่งสินค้าออกไปขาย แต่ถ้าเทียบกับศักยภาพในการสร้างรายได้ให้กับประเทศในอนาคตแล้ว ถือว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะการขายสินค้าขายแล้วก็หมดไป แต่การสร้างความรู้มาขาย ขายเท่าไหร่ก็ไม่มีวันหมด