ผมได้เขียนถึงคดีฆาตกรรม คุณสมยศ สุธางกูร เมื่อกว่าสัปดาห์ที่ผ่านมา
ทำให้มีข้อมูลหลายอย่างจากผู้อ่านส่งผ่านเข้ามา แต่เรียนด้วยความเคารพว่าส่วนมากเป็นการกล่าวหา เป็นคำบอกเล่าที่ผมไม่อาจเห็นเป็นสาระ ที่จะนำไปขยายผลอะไรในทางคดี แต่มีหลายความเห็นที่สนับสนุนในเนื้อหาที่ได้เขียนในทำนองว่า
"ความไม่รู้จักพอ ความเห็นแก่ตัว" ของคนเป็นสาเหตุนำมาซึ่งปัญหาทั้งหลายทั้งปวง กรณีคดีของคุณสมยศเห็นได้ชัดถึงความบกพร่องในกระบวนการยุติธรรม
ระหว่างบุคลากรในกระบวนการยุติธรรม และช่องทางพิเศษในการวิ่งเต้นคดีความ ซึ่งเชื่อว่าน่าจะมีอยู่จริง ส่วนจะวิ่งได้ผลสำเร็จอย่างไรเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ความบกพร่องตรงนี้สะท้อนว่า คนที่มีฐานะตำแหน่งในสังคมจำนวนมาก เมื่อถึงเวลาต้องดิ้นรนเพื่อตัวเอง ก็ใช้ได้ทุกวิถีทางให้ตนอยู่รอดปลอดภัย เพราะมีคนที่มีอำนาจตามกฎหมายร่วมมือทุจริตต่อหน้าที่ของตน สร้างภาวะไร้ขื่อแปในสังคม ทำให้ความยุติธรรมเกิดความบกพร่องเป็นที่พิกลพิการดังที่เห็นอยู่
อีกเรื่องที่เห็นชัดคือ กรณีมีคลิปรถอีโคโนมีคาร์ยี่ห้อหนึ่ง ขับรถด้วยความคึกคะนองปาดหน้า และแซงรถคนอื่นในที่คับขัน กระทั่งเกิดอุบัติเหตุทางจราจรจำนวนมาก รวมทั้งมีคลิปการขับขี่ยวดยานเป็นที่น่าหวาดเสียว เป็นอันตรายต่อผู้อื่น ในโลกสังคมออนไลน์ก่อนหน้านี้ ที่สร้างปัญหาต่อผู้ขับขี่และผู้ร่วมทาง เช่น รถจักรยาน คนเดินถนน ผมในฐานะนักวิจัยเกี่ยวกับการแสวงหามาตรการป้องกันอุบัติภัยทางถนนให้กับกองทุนวิจัยภาครัฐแห่งหนึ่ง ได้เคยมีการสำรวจความเห็นของคนขับขี่รถจากการสำรวจสุ่มตัวอย่างประชาชน 1,556 คน ในประมาณหนึ่งปีที่ผ่านมา เพื่อดูความสัมพันธ์ของพฤติกรรมการขับขี่ของบุคคล กับปัจจัยแวดล้อมต่างๆ
ที่น่าสนใจคือ พฤติกรรมการขับขี่ กับยี่ห้อรถยนต์ (เครื่องบ่งชี้สถานะทางเศรษฐกิจและรูปแบบการใช้ชีวิต) มีข้อค้นพบที่น่าสนใจ แต่ต้องย้ำว่าเป็นเรื่องโดยตรงของผู้ขับขี่ยวดยาน ไม่เกี่ยวกับบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ เครื่องยนต์หรือความไม่น่าเชื่อถือของยี่ห้อรถยนต์ใดๆ เป็นการสำรวจภายในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เพราะเคยมีการพูดหรือส่งผ่านข้อมูลในสังคมออนไลน์ว่า คนขับรถยี่ห้อนั้นยี่ห้อนี้ มีพฤติกรรมการขับขี่ (มีกล่าวหากันทำนองว่า รถราคาถูก คนขับฐานะไม่ดี คุณภาพชีวิตไม่ดี ขับรถเลยไม่ดีด้วย ส่วนคนรวยมีฐานะเหมือนจะมีการยกย่อง ดูจะมีวุฒิภาวะ ความระมัดระวังมากกว่า เราจึงต้องการสืบค้นหาความจริง)
ทีมวิจัยได้ใช้ทั้งโทรศัพท์และการลงพื้นที่สอบถามผู้ใช้รถใช้ถนน ทั้งคนขับรถยนต์สาธารณะ เช่น แท็กซี่ รถเมล์ มอเตอร์ไซค์รับจ้าง ผู้ขับขี่ยวดยานทั่วไป พบว่ารถที่คนส่วนใหญ่เห็นว่ามีปัญหาในการขับขี่คือ รถอีโคโนมีคาร์ของบริษัทรถญี่ปุ่นยี่ห้อหนึ่ง (มักพบเห็นพฤติกรรมขับเร็ว โดยเฉพาะเส้นทางบูรพาวิถี บางนา-ตราด เส้นทางมอเตอร์เวย์ไปพัทยา เป็นรถที่มีขนาดเล็ก ซีซีแต่เดิม 1,300 มาทำตลาดเป็นรถขนาด 1,500 ซีซี. เป็นส่วนใหญ่ และมักมีการแต่งรถเพิ่มอุปกรณ์รถให้มีกำลังมากขึ้น) รถโฟร์วิลล์ขนาดราคาประมาณล้านต้นๆ ของค่ายรถเดียวกัน (เป็นรถโฟร์วิลล์ดัดแปลงแบบสปอร์ต ตัวรถยกสูง ทำให้ทัศนวิสัยในระยะไกลเห็นได้ดีกว่า ชอบเปิดไฟสูง ขับช้า หรือขับเร็วแล้วแต่อารมณ์ผู้ขับขี่ มีอาการป่วนและเบ่ง โดยเฉพาะรถสีขาว และสีดำ)
ขณะที่ "รถคนรวย" ประเภทซูเปอร์คาร์ที่ไม่ทราบว่าซื้อหามาถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ มักขับรถเอื่อยบ้าง แรงและเร็วบ้าง ขึ้นกับผู้ขับขี่ ดูแล้วไม่น่าแตกต่างกัน เช่นเดียวกับปัญหา “บิ๊กไบค์ หรือมอเตอร์ไซค์ซีซีสูงๆ” ที่เริ่มมีการร้องเรียนพฤติกรรมการขับขี่มาตั้งแต่ครั้งเริ่มต้นสำรวจ (เป็นคำให้สัมภาษณ์ที่ผู้ให้สัมภาณณ์ร้องเรียนเพิ่มเติม ทางผู้วิจัยไม่มีวัตถุประสงค์สำรวจเรื่องมอเตอร์ไซค์ หรือกรณีเด็กแว้นสก๊อยโดยตรง อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันเรื่องนี้กลายเป็นปัญหาที่กระทบผู้ใช้รถใช้ถนนด้วยปริมาณบิ๊กไบค์ที่เพิ่มขึ้น)
เราพบว่ารถเหล่านี้มักเกิดอุบัติเหตุ เพราะผู้ขับขี่เองเป็นส่วนใหญ่ เช่น ความไม่พร้อมของสภาพรถ และความประมาท เนื่องจากเมื่อรถราคาถูกซื้อหาได้ง่าย "คุณภาพของคนขับขี่ ทั้งวัยวุฒิและความยับยั้งชั่งใจเป็นปฏิภาคผกผันกัน" สำหรับรถที่คนส่วนใหญ่คิดว่ามีราคาแพง มีข้อคิดว่ารถทั่วๆ ไป ไม่เข้าปะทะเพราะเกรงจะจ่ายค่าเสียหายราคาแพง อุบัติเหตุจึงมักเกิดจากผู้ขับขี่โดยตรง ต่างกับรถราคาถูกกว่าที่หากทำให้คู่กรณีเกิดความโกรธ ความยับยั้งชั่งใจจะมีไม่มากนัก นี่คือความเห็นของผู้ให้ข้อมูลในการสำรวจ)
ยังพบต่อไปในการสำรวจด้วยว่า รถเมล์สาย 93 ไม่จอดรับส่งผู้โดยสารบริเวณสามย่าน ขับเลยหรือขับแข่งกับรถเมล์สายเดียวกัน หรือแข่งกับรถที่วิ่งทับเส้นทางในจุดต่างๆ เช่น สาย 113 รถร่วมของภาคเอกชน ถือว่าทั้งสองสายมีปัญหาเกือบจะเหมือนกับปัญหารถสาย 8 ที่มีผู้สำรวจก่อนหน้านี้ เช่นเดียวกับปัญหารถตู้โดยสารที่ขับแข่งกัน ไม่เปิดไฟสัญญาณ รวมทั้งรถลีมูซีนของโรงแรม ที่ขับแข่งทำเวลาและมักปาดซ้ายขวา ไม่ให้ไฟสัญญาณ โดยโรงแรมที่มีตราติดรถอยู่อาจไม่ทราบ เพราะส่วนใหญ่คนขับขี่เป็นเจ้าของรถเอง เพราะเป็นการทำสัญญากับโรงแรม หรือ “ทำสัญญาร่วมทุน” เข้ามา
เมื่อพิจารณาทางสถิติในเบื้องต้น สามารถอนุมานได้ว่า ยี่ห้อของรถ (ราคาของรถ ที่อาจดูหรูหราแต่ราคาไม่แพงมาก พอที่คนมีเงินเดือนสามารถผ่อนส่งได้) มีส่วนสัมพันธ์กับอุปนิสัยในการขับขี่ยวดยานในขั้นหนึ่ง แม้จะไม่สามารถกล่าวได้ว่ามีนัยสำคัญทางสถิติอย่างสูง (ในขณะที่ผู้ขับรถหรูหราราคาแพง จะต้องแยกแยะรถที่มีคนขับรถให้ กับรถที่เจ้าของรถขับเอง) ในขณะที่มีความน่าสนใจว่า รถยนต์ยี่ห้ออื่น (รถราคากลางๆ) มีการร้องเรียนน้อย
ทั้งนี้ เป็นไปได้ว่าด้วยยอดจำหน่ายที่อาจไม่มากเท่า ทำให้อัตราการเกิดอุบัติเหตุและการพบเห็นบนท้องถนน ไม่มากเท่ารถที่ทำการตลาดได้มากกว่า และมีผู้ให้คำตอบด้วยว่า ความเป็นเพศชาย เพศหญิง รวมทั้งวัยของผู้ขับขี่ มีส่วนสัมพันธ์กับพฤติกรรมการขับขี่ โดยที่ฐานะ สถานภาพทางสังคม คุณวุฒิการศึกษา ไม่มีส่วนสัมพันธ์โดยตรง ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า “จะมีฐานะ มีการศึกษาสูง แต่พฤติกรรมหรือสัญชาตญาณพื้นฐานของมนุษย์ไม่แตกต่างกัน” รวมทั้งยังมีการร้องเรียนเกี่ยวกับรถยนต์ส่วนบุคคล ที่ขาดวินัยเข้าไปใช้สถานที่ของรถแท็กซี่บ้าง หรือคอยรับญาติบริเวณสถานีรถไฟฟ้าจุดสำคัญ เช่น ทองหล่อ จตุจักร ทำให้เกิดการจราจรคับคั่ง และเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุทางถนนเช่นเดียวกัน
สังคมเราจึงมีความหลากหลายของผู้คน ทั้งสถานภาพ ฐานะทางเศรษฐกิจ และนิสัยใจคอ ความดีเลวของผู้คน จึงขึ้นอยู่กับตัวตนของคนนั้นๆ เป็นหลักใหญ่อย่างที่เน้นย้ำว่า "จะยากดีมีจน ไม่น่าจะเกี่ยวกับความดีเลวของคนทั้งหลาย"









