วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เร่ง 'ออมเงิน' ก่อนเข้าสู่สังคมสูงวัย

ปี 2564 ประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ (Aged society) โดยจะมีจำนวนผู้สูงวัยมากกว่า 13 ล้านคน

 คิดเป็น 20% ของประชากรทั้งหมด ซึ่งในปี 2561 จะถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของเมืองไทย ที่มีประชากรสูงวัยมากกว่าประชากรวัยเด็ก และในปี 2574 จะก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มที่ (Super-aged society)

คำถามที่ตามมา คือ วันนี้เมืองไทยมีความพร้อมด้านการแพทย์มากน้อยเพียงใด และประชากรเริ่มหันมาออมเงิน เพื่อนำมาดูแลเรื่องสุขภาพแล้วหรือยัง ? 

ทั้งนี้เนื่องจากปัจจุบันผู้มีรายได้น้อยและปานกลางที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ยังคงนิยมใช้บริการโครงการประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือ 30 บาทรักษาทุกโรค 

ส่งผลให้โรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการ เริ่มประสบปัญหาขาดทุน เพราะต้องสนับสนุนเงินค่ารักษาไปก่อน ทำให้โรงพยาบาลบางแห่งจำต้องจำกัดการรับผู้ป่วยจากโครงการดังกล่าว

สอดคล้องกับความเห็นของ “นพ.ธำรงโรจน์ เต็มอุดม” หัวหน้าศัลยศาสตร์หลอดเลือด กองศัลยกรรม รพ.พระมงกุฎเกล้า ในฐานะอุปนายกสมาคมแพทย์โรคหลอดเลือดแห่งประเทศไทย ที่ระบุว่า 10 ปีข้างหน้าเมืองไทยกำลังจะเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ โดยประชากร 1 ใน 5 ของประชากรทั้งประเทศ คือ ผู้สูงวัย (60 ปีขึ้นไป) 

นั่นหมายความว่า คนสูงวัยต้องใช้เงินเพื่อดูแลสุขภาพมากขึ้น แต่วันนี้รายได้ต่อหัวของประชากรไทยยังต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ฉะนั้นจึงมีความเป็นห่วงเรื่องการออมเงิน เพราะเมื่อประชากรที่ทำงานเอกชนเข้าสู่วัยเกษียณ อาจมีเงินไม่เพียงพอต่อการรักษาสุขภาพ

ดังนั้นอยากให้รัฐบาลช่วยส่งเสริมเรื่อง “การออมเงิน” เพื่อไม่ให้ภาระตกมาอยู่กับภาครัฐ ปัจจุบันโรงพยาบาลที่เข้าโครงการดังกล่าวหลายแห่งเริ่มประสบผลขาดทุน ทำให้เริ่มจำกัดจำนวนคนไข้ ซึ่งในส่วนของรพ.พระมงกุฎเกล้า ก็จำกัดจำนวนคนไข้เหมือนกัน และใช้วิธีกระจายคนไข้ไปในคลีนิคเล็กๆ แทน 

“รัฐบาลต้องเร่งปรับ Mindset ประชาชนเรื่องการออมเงิน ต้องให้ทุกคนรู้จักพึ่งพาตนเอง อย่ารอแต่ความช่วยเหลือจากภาครัฐ ขณะเดียวกันต้องรณรงค์ให้หันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น เพราะหลายๆโรคสามารถป้องกันได้ เช่น โรคอ้วน ที่เกิดจากกินอาหารไม่ถูกสุขลักษณะจนก่อให้เกิดโรคร้ายตามมา เช่น เบาหวาน ความดันสูง และไข้มันอุดตันในหลอดเลือด”

“นพ.ธำรงโรจน์” บอกต่อว่า สำหรับเรื่องความพร้อมทางการแพทย์ แม้ปัจจุบันโรงเรียนแพทย์จะสามารถผลิตแพทย์ที่มีคุณภาพได้มากขึ้น หลังมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาช่วยให้การเรียนการสอนง่ายขึ้น และไม่ต้องบินไปเรียนไกลถึงเมืองนอก 

แต่วันนี้เมืองไทยยังขาดแคลนแพทย์ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะสาขาหลักๆ เช่น ผ่าตัดสมอง ผ่าตัดหัวใจ และศัลยกรรมทั่วไป อย่างสาขาศัลยกรรมทั่วไป ไม่ค่อยมีใครเรียน เพราะมักถูกตามให้มาทำงานตอนดึกๆ อย่างไรก็ดีในส่วนของการเรียนเกี่ยวกับศัลยกรรมหลอดเลือดเราสามารถผลิตแพทย์ได้ปีละ 10 กว่าคน 

“ปัจจุบันคนนิยมเรียนแพทย์ สาขากายภาพบำบัด ดูแลคนไข้สูงอายุ และสุขภาพความงาม ซึ่งมีรายได้ค่อนข้างดี” คุณหมอ กล่าว 

ทว่าการที่เมืองไทยกำลังจะก้าวสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ น่าจะเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้นักลงทุนรายใหญ่ หันมาทยอยเก็บหุ้นกลุ่มธุรกิจการแพทย์ และธุรกิจประกัน มากขึ้น 

ส่วนใหญ่แสดงจุดยืนคล้ายกัน คือ “ถือลงทุนระยะยาว”