วันนี้ผมเดินทางมาที่ตลาดหุ้นญี่ปุ่น น่าจะเป็นวันที่หลายท่านมองว่า ตลาดญี่ปุ่นน่าจะให้ผลตอบแทนที่ค่อนข้างดีในช่วงที่เหลือของปี
ในมุมมองของผม ปัจจัยพื้นฐานทางการเงิน 2 ประการ ทำให้หุ้นญี่ปุ่นได้เปรียบ ดังนี้
หนึ่ง ‘กำไรของบริษัทในตลาดหุ้นญี่ปุ่น’อันเนื่องจากธรรมชาติในการทำธุรกิจของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ญี่ปุ่น ตั้งแต่ในอดีตเอื้อให้ตลาดหุ้นญี่ปุ่นยังสามารถเดินไปต่อได้
เริ่มจากตัวเม็ดเงินรวมทั้งหมดของกำไรในบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นญี่ปุ่น ที่ขยายตัวราวร้อยละ 6.5 นับตั้งแต่กลางปี 2014 ส่วนกำไรของบริษัทในตลาดหุ้นสหรัฐและยุโรป หดตัวลงร้อยละ 11.1 และ 8.1 ตามลำดับ ในช่วงเวลาเดียวกัน ดังแสดงในรูปที่ 1
แม้ว่านักวิเคราะห์บางท่านอาจจะตั้งข้อสงสัยว่า กำไรที่เติบโตแบบนี้ น่าจะสิ้นสุดลงในอีกไม่ช้า อย่างไรก็ดี หากไปดูขนาดเม็ดเงินของผลกำไรของบริษัทในตลาดหุ้นญี่ปุ่นในขณะนี้ จะพบว่ายังมีช่องว่างในการเติบโตอีกเยอะมาก ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ หากเปรียบเทียบกับบริษัทในตลาดหุ้นฝรั่งเศส ที่มีผลกำไรที่ถือว่าค่อนข้างน้อย เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในยุโรปและสหรัฐอเมริกานั้น กำไรของบริษัทในตลาดหุ้นญี่ปุ่น ยังต้องเติบโตอีกกว่าร้อยละ 45 ถึงจะมีเม็ดเงินกำไรเทียบเคียงกับของฝรั่งเศสได้ นั่นคือ ‘โมเมนตัมทางด้านกำไรของบริษัทในตลาดหุ้นญี่ปุ่น’ ถือเป็น Story ที่หลายบริษัทในตลาดกำลังจะใช้เป็นบันได ในการก้าวกระโดดของราคาหุ้นของตนเอง
นอกจากนี้ หลายท่านที่เริ่มบ่นว่า อัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิหรือค่า P/E ของตลาดหุ้นญี่ปุ่นสูงขึ้นมามากแล้ว ดังรูปที่ 2 คงน่าจะโล่งใจได้บ้าง เพราะเม็ดเงินกำไรสุทธิของบริษัทในตลาดหุ้นญี่ปุ่นยังสามารถเติบโตได้อีกเยอะ หรืออาจจะกล่าวได้ว่า P/E ของญี่ปุ่นที่สูงมาจากฐานของกำไรที่ต่ำนั่นเอง
สอง ‘การใช้ประโยชน์จากช่องว่างของผลกำไร จากการดำเนินการต่อสินทรัพย์ของบริษัทในตลาดหุ้นญี่ปุ่น’ ในอดีตที่ผ่านมา บริษัทขนาดใหญ่ในตลาดหุ้นญี่ปุ่นหลายบริษัท มักจะมีคณะกรรมการของบริษัทที่ค่อนข้างจะมีแนวความคิด ที่จะปกป้องส่วนแบ่งการตลาดของบริษัทตนเอง เน้นการจ้างงานที่ให้ผลประโยชน์และปกป้องสิทธิของพนักงานเป็นหลัก รวมถึงชอบถือเงินสดมากกว่าสร้างกำไรให้กับกิจการของตนเอง ไม่ต้องดูอื่นไกล อาทิ ในปี 2010 ซึ่งบริษัทที่อยู่ในดัชนี Nikkei 225 มีอัตราส่วนกำไรต่อรายได้ที่หามาได้ เพียงร้อยละ 5 ในขณะที่บริษัทใน S&P500 มีอัตราส่วนดังกล่าวที่ร้อยละ 14
หรือจะดูตัวอย่างของ Sony เมื่อเปรียบเทียบกับ Apple จะพบว่า ในขณะที่ Sony มีค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพนักงานในแต่ละปี สูงกว่าผลกำไรรวมกันทั้งหมดในรอบ 20 ปีที่ผ่านมาเสียอีก และมีค่าใช้จ่ายดังกล่าวสูงกว่าของ Apple ซึ่งมีมูลค่ารวมในตลาดหลักทรัพย์สูงกว่า Sony กว่า 20 เท่า จึงทำให้อัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงานต่อรายได้ หรือ Operating Margin ของบริษัทใน Nikkei 225 อยู่ที่เพียงร้อยละ 8 ต่ำกว่าของสหรัฐกว่าครึ่ง (ดังรูปที่ 2) นี่ถือเป็นช่องว่างที่บริษัทในญี่ปุ่นยังสามารถใช้ประโยชน์ได้ด้วยความพยายามเพียงเล็กน้อย นั่นคือ การปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานของบริษัทในญี่ปุ่นเพียงเล็กน้อย จะสามารถเปลี่ยนแปลงผลการดำเนินงานโดยรวมได้อย่างรวดเร็วและเยอะมาก โดยรัฐบาลญี่ปุ่นได้ออกกฎหมายเพื่อให้กระตุ้นให้เกิดการปรับปรุงประสิทธิภาพดังกล่าวออกมาอย่างต่อเนื่อง
นี่ยังไม่ได้พูดถึงการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ที่เป็นธีมที่นักวิเคราะห์หลายค่ายนำมาเล่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการผลักดันให้มีดัชนีหุ้นที่เน้นบริษัทซึ่งมีผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นดีๆ การให้มีผู้หญิงที่เป็นแม่บ้านเข้ามาในตลาดแรงงานและอยู่ในตำแหน่งที่สูงขึ้น กองทุนบำนาญญี่ปุ่นที่จะถือหุ้นในสัดส่วนที่สูงขึ้น หรือแม้กระทั่ง QE ชุดใหม่ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในช่วงปลายปี ซึ่งล้วนจะเป็น Story ที่จะพูดถึงต่ออยู่เรื่อยๆ
ท้ายสุด ขอพูดถึงความเสี่ยงของตลาดญี่ปุ่นบ้าง ผมคิดว่ามีอยู่อย่างน้อย 2 ประการ ได้แก่ หนึ่ง ค่าเงินเยนที่อ่อนลงมากๆ จนถึงจุดที่ตลาดเริ่มมองว่า เป็นค่าเงินที่อ่อนเกินพื้นฐานของเศรษฐกิจไปแล้ว หากถึงจุดนั้น จะส่งผลให้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายทำได้ยากขึ้น และ สอง ในทางการเมือง นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น นายชินโซะ อาเบะ มักจะมีนโยบายที่ออกไปทางรักชาติ หากนายอาเบะดันออกกฎหมายที่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่เอาด้วย อาจถือเป็นอุบัติเหตุทางการเมืองของญี่ปุ่นได้เช่นกัน
โดยสรุป ช่วงครึ่งหลังปี 2015 ผมเห็นด้วยกับนักวิเคราะห์หลายสำนัก ที่ชอบตลาดหุ้นญี่ปุ่น โดยเฉพาะหุ้นตัวใหญ่และที่เป็นผู้นำตลาด ทว่า อย่าลืมมองความเสี่ยงทั้งสองด้วยนะครับ
หมายเหตุ หนังสือเล่มล่าสุดด้านการลงทุนด้วยข้อมูลเชิงมหภาคของผู้เขียน “เล่นหุ้นในไทย รวยไกลรอบโลก” วางจำหน่ายทั่วประเทศ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ได้ที่ www.facebook.com/MacroView และ LINE ID: MacroView Official ครับ
------------------
ผศ.ดร.บุญธรรม รจิตภิญโญเลิศ






