วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

การเสียเอกราชทางพลังงานในอดีตของไทย-ทิศทางพลังงานในอนาคต(จบ)

หลังจากที่รัฐบาลได้จัดทำการจัดตั้ง “การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย” หรือ ปตท.ขึ้น

ในฐานะบริษัทน้ำมันแห่งชาติ (National Oil Company: NOC) เพื่อดำเนินกิจการพลังงานปิโตรเลียม และเพื่อต่อรองกับบริษัทน้ำมันต่างชาติแล้วนั้น ต่อมาในปี 2522 ได้เกิดวิกฤติน้ำมันโลกครั้งที่ 2 ขึ้น อันเนื่องมาจากการปฏิวัติการปกครองในประเทศอิหร่าน ซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกของกลุ่มโอเปค (OPEC) ผลที่ตามมาทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวขึ้นสูงเป็นอย่างมาก โดยในปี 2522 เพียงปีเดียว ราคาน้ำมันดิบได้ปรับตัวจาก 15.5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ไปเป็น 28.9 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ในระหว่างที่เกิดวิกฤติน้ำมันโลกดังกล่าว ปตท.ก็ได้ดำเนินการเจรจากับบริษัทน้ำมันต่างชาติ ตลอดจนการขอความร่วมมือในการจัดหาน้ำมันจากประเทศสมาชิกในกลุ่มอาเซียน ได้แก่ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และสิงคโปร์ เพื่อป้องกันมิให้เกิดการขาดแคลนพลังงานขึ้นในประเทศ นอกจากนั้น ในปี 2528 ปตท.ก็ได้ดำเนินการจัดตั้ง บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (ปตท.สผ.) เพื่อทำหน้าที่สำรวจและผลิตปิโตรเลียม ทั้งในและนอกประเทศ เพื่อมิให้การใช้พลังงานของประเทศไทยต้องพึ่งพิงบริษัทต่างชาติทั้งหมด

ในปี 2533 สงครามอ่าวเปอร์เซียในตะวันออกกลางได้ระเบิดขึ้น เมื่อประเทศอิรักที่นำโดย นายซัดดัม ฮุสเซน ได้ดำเนินการทางทหารเพื่อบุกยึดคูเวต และประกาศให้คูเวตเป็นจังหวัดหนึ่งของอิรัก ซึ่งได้สร้างความหวั่นวิตกแก่ประเทศต่างๆ เป็นอย่างมาก จึงทำให้เกิดการกักตุนสำรองน้ำมันไว้ เป็นผลให้ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จาก 16.5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในเดือนกรกฎาคม มาเป็น 24.3 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในเดือนสิงหาคม แล้วเพิ่มเป็น 32.9 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในเดือนถัดมา จากนั้นราคาจึงค่อยๆ ลดลงมาจนเหลือ18 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในปีต่อมา

ด้วยสาเหตุความผันผวนทางด้านราคาน้ำมันดิบที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตการณ์น้ำมัน หรือสงครามอ่าวเปอร์เซียนั้น ได้เป็นปัจจัยเร่งให้รัฐบาลเริ่มหันมาดำเนินนโยบายเสถียรภาพด้านพลังงานอย่างเร่งด่วน ประกอบกับในปี 2534 รัฐบาลได้ปรับเปลี่ยนนโยบายด้านกิจการปิโตรเลียมใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายเศรษฐกิจของประเทศ ณ ขณะนั้น โดยมีสาระสำคัญคือ ส่งเสริมการแข่งขันในกิจการน้ำมันโดยใช้ ปตท.ถ่วงมิให้ผู้ค้าน้ำมันเอกชนรวมตัวกันกำหนดราคาเอาเปรียบผู้บริโภค

จากนโยบายดังกล่าว ทำให้ภาคเอกชนสามารถเข้ามามีบทบาทในอุตสาหกรรมปิโตรเลียมมากขึ้น จึงทำให้ ปตท.ในฐานะบริษัทน้ำมันแห่งชาติ มีความจำเป็นต้องปรับบทบาทและโครงสร้างของตนจากเดิม ที่ต้องการใช้เป็นองค์กรของรัฐในการต่อรองกับบริษัทน้ำมันต่างชาติ ดังนั้น คณะรัฐมนตรีจึงมีมติเมื่อวันที่ 17กันยายน 2534 ให้ดำเนินการปรับเปลี่ยนโครงสร้างและบทบาทของ ปตท.ให้เหมาะสมกับสถานการณ์กิจการปิโตรเลียมของไทย ที่เปลี่ยนแปลงไปในเชิงพาณิชย์มากขึ้น

ในปี 2540 เกิดวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้งขึ้น รัฐบาลจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund: IMF) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้รัฐบาลต้องเร่งให้มีการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ จึงได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการกำกับนโยบายด้านรัฐวิสาหกิจ (กนร.) ขึ้น เพื่อจัดทำแผนแม่บทการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ โดยต่อมารัฐบาลก็มีมติเห็นชอบให้แปรรูปรัฐวิสาหกิจสาขาพลังงาน 3 สาขา ได้แก่ สาขาไฟฟ้า สาขาน้ำมัน และ สาขาก๊าซธรรมชาติ ให้ไปสู่โครงสร้างแข่งขันเสรีได้ในอนาคต

เมื่อวันวันที่ 1 ตุลาคม 2544 จึงได้มีการแปลงสภาพการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย หรือ ปตท.ไปเป็นบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) โดยยังคงสถานะรัฐวิสาหกิจไว้เช่นเดิม และต่อมาในวันที่ 9 มกราคม 2545 รัฐบาลจึงได้ทำการจัดตั้ง “กระทรวงพลังงาน”โดยรวมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทางด้านพลังงาน ซึ่งกระจัดกระจายเข้าด้วยกันทั้งหมด เพื่อสร้างเอกภาพในการบริหารจัดการกิจการด้านพลังงานของประเทศต่อไป

จากกงล้อประวัติศาสตร์ทางพลังงานของประเทศไทยที่ผ่านมา ผู้เขียนเห็นว่าได้ให้บทเรียนแก่พวกเราพอสมควร และได้ให้ข้อพิจารณาแก่ทิศทางพลังงานของประเทศไทยในอนาคต ดังนี้

ประการแรก ประเทศไทยได้ผ่านช่วงเวลาต่างๆ นับตั้งแต่มีการเริ่มใช้พลังงานน้ำมันในประเทศ คือ - ยุคนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูป โดยการจัดหาของบริษัทน้ำมันต่างชาติ - ยุครัฐบาลผูกขาดการจัดหาและจำหน่ายน้ำมันเอง - ยุคการสูญเสียอำนาจการจัดการทางด้านน้ำมันโดยสิ้นเชิง - ยุคการจัดตั้งบริษัทน้ำมันแห่งชาติ เพื่อต่อรองกับบริษัทน้ำมันต่างชาติ

ท่านผู้อ่านจะเห็นได้ว่า ลักษณะของการจัดการพลังงานของประเทศไทยนั้น ได้ผ่านรูปแบบของการจัดการที่หลากหลายรูปแบบ ทั้งนี้ เนื่องจากเหตุการณ์สภาพแวดล้อมของโลก และการเมืองระหว่างประเทศเป็นสำคัญ การจัดการด้านพลังงานนับจากปัจจุบันไปจนถึงอนาคต จึงต้องพิจารณาสถานการณ์ระหว่างประเทศอย่างรอบคอบ เพราะไม่มีการจัดการในรูปแบบใดที่สมบูรณ์ที่สุด หากแต่ต้องหารูปแบบที่ ‘เหมาะสม’ ที่สุด ณ สถานการณ์ระหว่างนั้นเป็นสำคัญ

ดังนั้น การที่มีกระแสเรียกร้องให้ประเทศไทยกลับไปสู่การจัดการพลังงานแบบรัฐรวมศูนย์แบบเดิม จึงน่าจะเป็นการบริหารที่ผิดยุคสมัยเป็นอย่างยิ่ง และผู้เขียนเห็นว่าประเทศไทยไม่น่าที่จะทำเช่นนั้น เพราะน่าจะเกิดผลเสียแก่ประเทศมากกว่า

ประการที่สอง ผู้เขียนเห็นว่า ปตท.ในฐานะบริษัทน้ำมันแห่งชาติ ทำหน้าที่ได้บรรลุวัตถุประสงค์ของตนเอง ตามแนวคิดของรัฐบาลในตอนริเริ่มแล้วพอสมควร ที่ต้องการใช้ ปตท.เป็นองค์กรเพื่อต่อรองกับบริษัทน้ำมันต่างชาติ และสร้าง ‘ความมั่นคงทางด้านพลังงาน’ ให้แก่ประเทศไทย หากแต่สิ่งที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบันนี้ เมื่อ ปตท.เริ่มพัฒนาตนเองไปสู่องค์กรเชิงพาณิชย์มากขึ้น ทำให้เกิดการตั้งคำถามมากมายจากสังคมว่า ปตท.ควรจะก้าวไปสู่องค์กรที่เป็นรูปแบบเชิงพาณิชย์หรือไม่ ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าเป็นเรื่องที่ผู้ที่เกี่ยวข้องจะได้หาคำตอบกันต่อไปว่า ปตท.ควรจะเป็นองค์กรที่สร้าง ‘ความมั่นคงทางพลังงาน’ หรือ ‘ความมั่นคงทางราคาพลังงาน’ กันแน่

แต่อย่างไรก็ดี เมื่อเร็วๆ นี้ การที่มีผู้เสนอให้ตั้ง ‘บรรษัทน้ำมันแห่งชาติ’ ขึ้นมาใหม่ เพื่อทำหน้าที่เป็นบริษัทน้ำมันแห่งชาติของประเทศไทยนั้น ผู้เขียนก็ยังเกิดความสงสัยว่า องค์กรนี้จะมีบทบาทที่แตกต่างกับ ปตท.ในตอนจัดตั้งอย่างไร เนื่องจากการจัดตั้ง ปตท.นั้น ก็มาจากแนวคิดที่ประเทศไทยจะได้มีบริษัทน้ำมันต่างชาติ ในการจัดการพลังงานของตนเอง และถ่วงดุลกับต่างชาติอยู่แล้ว

ด้วยบริบทสถานการณ์โลกปัจจุบัน การมีบริษัทน้ำมันต่างชาติดำเนินกิจการอยู่ในประเทศไทย เพื่อแข่งขันกับบริษัทน้ำมันแห่งชาติไทย น่าจะเป็นเรื่องที่เหมาะสมมากกว่า เนื่องจากปัจจุบันโลกได้เข้าสู่บริบทของการค้าเสรีทุกๆ ด้าน ไม่เว้นแม้แต่สินค้าพลังงาน ประเทศไทยเคยมีบทเรียนการเสียเอกราชทางด้านน้ำมันมาแล้วในอดีต

แต่ในขณะนี้ ประเทศไทยได้มีบริษัทน้ำมันแห่งชาติ ที่สามารถแข่งขันกับบริษัทน้ำมันต่างชาติได้ ก็น่าจะเป็นเรื่องดีที่พวกเราจะต้องให้การสนับสนุน และช่วยกันแก้ไขปรับปรุง เพื่อป้องกันไม่ให้เราต้องย้อนกลับไปสู่จุดที่ต้องสูญเสียอำนาจ ในการจัดการด้านพลังงานของตนเองอีกครั้งหนึ่ง

---------------------

ฉกาจนิตย์ จุณณะภาต

นักกฎหมายพลังงาน