และแล้ว Apple Watch ก็ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทย พร้อมกับการเข้าแถวที่ยาวเหยียด
ในยุคของอินเทอร์เน็ตแห่งสรรพสิ่ง (Internet of Things หรือ IoT) Apple Watches อาจเป็นการเปิดมิติใหม่ของอุปกรณ์สำหรับสวมใส่ (Wearable Devices) ที่ในไม่กี่ปีข้างหน้า อาจมีทั้งจำนวนและปริมาณที่มีการแพร่หลายยิ่งกว่าอุปกรณ์อัจฉริยะ (Smart Devices) ที่รวมถึง สมาร์ทโฟนและแทบเล็ต ในยุคปัจจุบัน
คงไม่ต้องพูดถึง สรรพคุณที่สุดวิเศษของสรรพสิ่งที่ได้เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต เพราะเป็นที่รู้กันโดยทั่วไปอยู่แล้ว แต่ประเด็นสำคัญที่ต้องมีการพูดถึง โดยเฉพาะในยุทธศาสตร์แห่งเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเศรฐกิจและสังคม นั่นก็คือปริมาณแห่ง Data อันสูงยิ่ง อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ของโลกมนุษย์ ที่จะได้ก่อกำเนิดขึ้นมาในยุคแห่ง IoT ที่อาจมี Apple Watch เป็นผู้จุดชนวน
คงปฏิเสธไม่ได้แล้วว่า Data มีมูลค่าอันมหาศาลทางเศรษฐกิจดิจิทัล ที่สามารถต่อยอดเป็น Big Data และ Analytics เพื่อให้มีมูลค่าที่สูงยิ่งขึ้นไปอีก แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ Data ในปริมาณที่เหลือคณานับได้รั่วไหลออกจากประเทศไปทุกเสี้ยววินาทีและอัตราของการรั่วไหลจะเพิ่มล้นอย่างทวีคูณ ในยุคของ IoT ที่กำลังจะเกิดขึ้น
Data รั่วไปไหน ไปสู่ Data Center ของประเทศใด คงไม่ต้องกล่าวถึงอีกแล้
ช่องแคบมะละกา เป็นช่องแคบระหว่างแหลมมลายูกับเกาะสุมาตรา และเป็นหนึ่งในเส้นทางเดินเรือที่สำคัญที่สุดในโลก โดยเป็นเส้นทางขนส่งหลักระหว่าง จีน อินเดีย เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และได้เชื่อมต่อมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิก ทั้งนี้ มีมูลค่าเป็นหนึ่งในสี่ของการขนส่งสินค้าของทั้งโลก แม้แต่การขนส่งน้ำมัน ก็ได้อาศัยเส้นทางนี้
เมืองท่าที่สำคัญที่สุดชองช่องแคบมะละกา ย่อมหนีไม่พ้นสิงคโปร์ คงไม่ต้องพูดถึงมูลค่าทางเศรษฐกิจอันมหาศาลที่สิงคโปร์ ได้กอบโกยจากช่องแคบมะละกา
ที่ได้กล่าวถึงเป็นเรื่องราวก่อนยุคดิจิทัล แต่เชื่อหรือไม่ว่า แม้แต่ในยุคดิจิทัล ช่องแคบมะละกาได้ถูกวิวัฒนาการมาเป็นเส้นทางขนส่ง Data ที่มีความสำคัญ โดยเป็นศูนย์รวมของสายเคเบิลใต้น้ำ เมืองท่าที่สำคัญที่สุดในยุคดิจิทัล ก็คือสิงคโปร์ ซึ่งเป็นเมืองหลวงของ Data Center แห่งภูมิภาคนี้ ข้อมูลส่วนตัวและธุรกิจ ของประชากรไทยเกือบทั้งประเทศ ก็ได้ถูกรั่วไหลมาเก็บไว้ที่เมืองหลวงแห่งนี้
ศตวรรษที่ผ่านมา ได้มีความพยายามหลายครั้งหลายหนในเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ ที่จะช่วงชิงความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์และทำให้ประเทศไทยเป็นเมืองท่าที่สำคัญ ในการขนส่งสินค้าระหว่าง มหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิก และเชื่อมต่อตลาดที่มีประชากรสูงสุดในโลก คือจีนและอินเดีย หนึ่งในความพยายามนั้น ได้มีชื่อว่า "คอคอดกระ" ต่อมาในยุคปัจจุบันมีโครงการแลนด์บริดจ์
เชื่อหรือไม่ว่า โครงการแลนด์บริดจ์ยังสามารถถูกพัฒนาเป็นเส้นทางขนส่ง Data ที่มีความสำคัญในยุคดิจิทัลและสร้างโอกาสให้ประเทศไทยสามารถเป็นเมืองหลวงแห่ง Data Center ที่สำคัญของภูมิภาค
อย่างไรก็ดีทุกโครงการที่มีความสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศมักดึงดูดความเห็นที่แตกต่างและสิ่งสำคัญที่ต้องตระหนักคือภาคธุรกิจเป็นเพียงองค์ประกอบส่วนหนึ่งของประเทศไทย
แม้แต่การกำหนดเวลามาตรฐานอาเซียนที่จะทำให้ประเทศไทย ใช้เวลามาตรฐานเดียวกับ จีน ฮ่องกง สิงคโปร์ มาเลเซีย และลดความเหลื่อมล้ำทางธุรกิจ ระหว่างประเทศชาติในอาเซียน ยังได้มีเสียงคัดค้าน เมื่อความเห็นส่วนใหญ่มองว่าจะเกิดประโยชน์แต่เพียงภาคธุกิจ ภายใต้การแบกรับของภาคส่วนต่างๆ ที่ต้องมีการปรับตัว เพราะประเทศชาตินั้นอุดมไปด้วยทรัพยากรของส่วนรวมและประโยชน์ในเชิงธุรกิจ ยังอาจไม่มีความสำคัญในสายตาของหลายฝ่าย ที่เทียบเท่ากับมิติอื่นในยุคปัจจุบัน
ปีนี้เป็นปีแรกของ ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน จึงสมควรเป็นอย่างยิ่ง ที่จะมีการกำหนดยุทธศาสตร์ของไทย ในภูมิภาคอาเซียน ให้เป็นวาระแห่งชาติ และมีการทบทวนความเหลื่อมล้ำต่างๆ เพื่อกำหนดกลยุทธ์ ให้ประเทศไทย
สามารถแข่งขันกับเพื่อบ้านได้อย่างมีความเท่าเทียม
-------------------
ดร.อธิป อัศวานันท์, [email protected], http://drjoke.com









