วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ชะตากรรมกรีซ เมื่อการเมืองมาก่อนเศรษฐกิจ

ใครที่ติดตามสถานการณ์ประเทศกรีซ โดยเฉพาะการเจรจาระหว่างประเทศกลุ่มเจ้าหนี้กับรัฐบาลกรีซ

ในฐานะลูกหนี้ช่วงสองอาทิตย์ที่ผ่านมา คงรู้สึกเหมือนๆ กันว่า ทัศนคติของเจ้าหนี้ที่มีต่อลูกหนี้ ไม่ว่าจะเป็นกรณีคนทั่วไป หรือระดับประเทศไม่ต่างกัน คือ ถ้ากู้เงินแล้วไม่จ่ายใช้หนี้ ก็ต้องใช้ไม้แข็งเอาเงินคืนให้ได้ จะถึงขั้นยึดทรัพย์ขายทอดตลาดเพื่อหาเงินมาชำระหนี้ก็ต้องทำ ซึ่งเรื่องนี้กำลังเกิดขึ้นกับกรีซที่กลุ่มเจ้าหนี้ใช้พลังทุกอย่างบีบกรีซให้ศิโรราบ

แต่ลึกไปกว่านั้น การเจรจาหาทางออกให้กรีซเป็นเพียงละครหน้าฉาก แต่หลังฉากที่แท้จริงคือ ความต้องการของกลุ่มเจ้าหนี้ที่จะแสดงพลังทางการเมือง โดยใช้กรีซเป็นตัวอย่างให้ประชาคมโลกและสมาชิกกลุ่มยูโรโซนอื่นๆ โดยเฉพาะประเทศลูกหนี้ เช่น สเปน โปรตุเกส และไอร์แลนด์ เห็นว่า ประเทศไหนก็แล้วแต่ที่ไม่เดินตามกฎของการอยู่ร่วมกัน ของสมาชิกกลุ่มยูโรโซน ภายใต้อิทธิพลและการชี้นำของประเทศเยอรมนี ก็จะต้องมีอันเป็นไป ทั้งในแง่การเมืองและเศรษฐกิจ รวมถึงการถูกบีบให้ออกจากการเป็นสมาชิกกลุ่มยูโรโซนโดยไม่ไยดี ซึ่งเป็นปัญหาที่กรีซประสบอยู่ขณะนี้

ดังนั้น ไม่ว่าสถานการณ์เศรษฐกิจและการเมืองกรีซจะจบอย่างไร คือจะยอมรับเงื่อนไขหรือจะออกจากกลุ่มยูโรโซน ความวุ่นวายทางการเมืองในกรีซก็คงเกิดขึ้นแน่นอน และสถานการณ์เศรษฐกิจในกรีซก็จะยิ่งรุนแรงและยืดเยื้ออีกนาน กระทบทั้งเสถียรภาพของเศรษฐกิจยุโรปและเศรษฐกิจโลก นี่คือประเด็นที่จะเขียนวันนี้

ผลการเจรจาข้อตกลงความช่วยเหลืองวดที่สาม ให้แก่ประเทศกรีซเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ที่ใช้เวลากว่า 17 ชั่วโมง ได้ถูกประโคมข่าวว่ามีข้อยุติแล้ว มีทางออกแล้ว ซึ่งก็ถูกเพียงครึ่งเดียว เพราะจริงๆ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ มีการตกลงที่จะเจรจาให้เงินกู้แก่กรีซงวดใหม่ที่อาจสูงถึงกว่า 95พันล้านดอลลาร์ ในช่วงสามปีข้างหน้า ถ้ากรีซสามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขก่อนการเจรจา (Pre-conditions) ที่กลุ่มเจ้าหนี้กำหนดได้ครบถ้วน เพื่อสร้างพื้นฐานไปสู่การเจรจาต่อไป โดยเงื่อนไขที่กลุ่มเจ้าหนี้กำหนดให้กรีซต้องทำก่อนการเจรจามีมากกว่าสิบข้อ และบางข้อก็เป็นเงื่อนไขที่ค่อนข้างสุดโต่ง และยากที่จะนำไปปฏิบัติได้จริงภายในเวลาอันสั้น จึงเหมือนถูกเขียนขึ้นเพื่อตั้งใจไม่ให้กรีซสามารถปฏิบัติได้ หรือเพื่อให้เงื่อนไขดังกล่าว สร้างความแตกแยกทางการเมืองในกรีซ ให้นำไปสู่การเปลี่ยนรัฐบาล

กรณีถ้าประชาชนกรีซไม่ยอมศิโรราบตามความต้องการของกลุ่มเจ้าหนี้ ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนด กลุ่มเจ้าหนี้ก็จะไม่ช่วยเหลือและพร้อมให้กรีซออกจากกลุ่มยูโรโซน และที่กลุ่มเจ้าหนี้ยืนยันแบบนี้ ก็เพราะได้ประเมินแล้วว่า ประชาชนในกรีซไม่ต้องการออกจากการเป็นสมาชิกกลุ่มยูโรโซน ทำให้รัฐบาลกรีซจะต้องยอมศิโรราบกับเงื่อนไขที่กลุ่มเจ้าหนี้เสนอ แต่ที่เป็นไม้ตายของกลุ่มเจ้าหนี้จริงๆ ก็คือ ผู้นำกรีซไม่ต้องการสร้างเงื่อนไขให้ธนาคารกลางยุโรป หยุดการให้สภาพคล่องให้กับระบบธนาคารพาณิชย์กรีซ เพราะถ้าเกิดขึ้นระบบธนาคารพาณิชย์ กรีซก็จะล่ม และเศรษฐกิจกรีซก็จะเสียหายอย่างมาก อันนี้เป็นสิ่งที่นักการเมืองกรีซยอมให้เกิดขึ้นไม่ได้ จึงต้องศิโรราบแม้จะไม่เห็นด้วยกับเงื่อนไขที่ต้องทำ

คำถามก็คือแล้วเรื่องทั้งหมดกลับมาเป็นแบบนี้ได้อย่างไร สำหรับรัฐบาลกรีซ ทั้งๆ ที่เมื่อสองอาทิตย์ก่อน ประชาชนชาวกรีซกว่าร้อยละ 61 ได้แสดงประชามติอย่างท่วมท้นว่า จะไม่ยอมรับเงื่อนไขการปล่อยกู้ที่เข้มงวดต่อไป ทำไมรัฐบาลกรีซกลับมายอมรับข้อเสนอของกลุ่มเจ้าหนี้ ที่มีเงื่อนไขที่โหดกว่า ที่ได้ปฏิเสธไปในการลงประชามติเมื่อสองอาทิตย์ก่อน

คำตอบในเรื่องนี้ก็คือ เพราะการปล่อยกู้และการให้ความช่วยเหลือทางการเงิน ท้ายสุดจะเป็นการตัดสินใจของนักการเมือง ดังนั้น ถึงจุดหนึ่งการเมืองก็จะมาก่อนหรืออยู่เหนือเหตุผลทางเศรษฐกิจ ในประวัติศาสตร์เราจึงเห็นประเทศที่มีอำนาจใช้กำลังข่มขู่ และสร้างเงื่อนไขให้ประเทศที่อ่อนแอกว่า ต้องศิโรราบเพื่อประโยชน์ของตนเอง โดยเขียนสนธิสัญญาหรือข้อตกลงเข้าข้างฝ่ายตน และที่ประเทศที่อ่อนแอกว่าต้องยอมศิโรราบ ก็เพราะไม่อยากสูญเสียอำนาจอธิปไตย ไม่อยากเป็นเมืองขึ้น และไม่ต้องการให้ประชาชนในประเทศของตนต้องลำบาก กรณีกรีซขณะนี้ก็คล้ายกัน ที่กลุ่มเจ้าหนี้ได้ใช้พลังทางเศรษฐกิจและการเมือง โดยเฉพาะเงื่อนไขการปล่อยสภาพคล่องของธนาคารกลางยุโรป บีบการเจรจาจนรัฐบาลกรีซไม่มีทางเลือกอื่น ต้องโอนอ่อนผ่อนตาม เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ประเทศล้มละลาย

หลังผลประชามติออกมาเมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคม ที่ประชาชนกรีซกว่าร้อยละ 61 สนับสนุนให้รัฐบาลปฏิเสธเงื่อนไขการปล่อยกู้ของกลุ่มเจ้าหนี้ มีรายงานที่พอปะติดปะต่อเป็นเรื่องได้ว่า ผู้นำวงในของรัฐบาลกรีซหกคนได้หารือกัน ซึ่งเสียงส่วนใหญ่เห็นว่า ควรใช้ผลประชามติกลับไปเจรจาต่อรองกับกลุ่มเจ้าหนี้ ให้ผ่อนปรนเงื่อนไขการปล่อยกู้ เพราะกลัวว่าถ้าไม่เจรจาธนาคารกลางยุโรปอาจไม่ปล่อยสภาพคล่องให้กับธนาคารพาณิชย์ในกรีซต่อ ซึ่งจะทำให้ธนาคารพาณิชย์กรีซทั้งระบบอาจล่มได้ ซึ่งจะสร้างปัญหามากต่อเศรษฐกิจ

ขณะที่เสียงส่วนน้อยเห็นว่า กรีซควรมีท่าทีแข็งกร้าวต่อไป เพื่อกดดันให้กลุ่มเจ้าหนี้เสนอเงื่อนไขที่ผ่อนปรน และถ้าธนาคารกลางยุโรปไม่ให้สภาพคล่องต่อ รัฐบาลก็ควรใช้อำนาจรัฐในฐานะเจ้าของประเทศ แสดงความพร้อมที่จะออกจากกลุ่มยูโรโซน โดยการออกมาตรการช่วยเหลือธนาคารพาณิชย์ของตนทันที เช่น การออกตั๋วเงินกู้สกุลเงินยูโร เพื่อให้ประเทศมีสภาพคล่อง และปูทางไปสู่การออกจากกลุ่มยูโรโซน คือ การมีสกุลเงินของตนเอง ที่คิดเช่นนี้เพราะมั่นใจว่า เยอรมนีไม่พร้อมที่จะให้กรีซออกจากกลุ่มยูโรโซน อย่างไรก็ตาม เสียงส่วนใหญ่ไม่คล้อยตามแนวคิดนี้เพราะไม่มั่นใจว่า ถ้ากรีซต้องออกจากกลุ่มยูโรโซนจริง รัฐบาลจะสามารถควบคุมสถานการณ์ได้

ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือรัฐบาลกรีซกลับไปเจรจา เมื่อเป็นเช่นนี้กลุ่มเจ้าหนี้เลยเกทับ สร้างเงื่อนไขว่าถ้าการเจรจารอบใหม่จะเกิดขึ้น กรีซจะต้องนำเสนอข้อเสนอใหม่ที่ดีพอ ที่จะเป็นจุดเริ่มต้นให้มีการเจรจา ไม่อย่างนั้นจะไม่มีการเจรจา รัฐบาลกรีซจึงได้เสนอข้อเสนอใหม่ ที่แทบจะเหมือนของเดิมเกือบทั้งหมด ที่ประชาชนกรีซปฏิเสธไม่รับ เพื่อให้มั่นใจว่าดีพอที่จะทำให้เกิดการเจรจา

แต่ถึงจุดนี้ท่าทีของรัฐบาลเยอรมันก็เปลี่ยนเป็นแข็งกร้าว และแสดงความเห็นไม่ไว้วางใจรัฐบาลกรีซว่า จะปฏิบัติตามเงื่อนไขที่เสนอมาได้จริง จึงได้กำหนดให้รัฐบาลกรีซต้องแสดงความจริงใจที่จะแก้ไขปัญหา โดยเร่งออกกฎหมายและมาตรการต่างๆ ทั้งหมดกว่าสิบเรื่อง ก่อนที่รัฐบาลประเทศเจ้าหนี้ จะเริ่มการเจรจาการให้เงินกู้รอบใหม่กับกรีซต่อไป คือต้องทำให้เห็นก่อน ซึ่งเงื่อนไขเหล่านี้ รวมการออกกฎหมายสี่ฉบับภายในเวลาสามวัน คือวันพุธที่ผ่านมา เพื่อลดค่าใช้จ่ายของรัฐด้านสวัสดิการสังคม เพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีนิติบุคคล ลดรายจ่ายด้านอื่น รวมถึงปฏิรูประบบการจ้างงาน ที่สำคัญมีเงื่อนไขข้อหนึ่งที่ทำให้กรีซดูเหมือนสูญสิ้นอธิปไตย นั้นก็คือ ต้องนำทรัพย์สินที่เป็นสมบัติของประเทศจำนวนหนึ่ง โอนเข้ากองทุนที่จะถูกจัดตั้งขึ้นมา เพื่อนำไปขายหรือบริหารจัดการในวงเงิน 50 พันล้านยูโร เพื่อนำรายได้ส่วนหนึ่งมาชำระหนี้ และอีกส่วนหนึ่งไปลงทุน โดยกลุ่มเจ้าหนี้จะส่งคนของตนมาดูแลการบริหารกองทุนนี้

เงื่อนไขดังกล่าวนี้ได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า เป็นเงื่อนไขสุดโต่ง ที่เขียนขึ้นมาอย่างจงใจ เพื่อทำให้กรีซเสียหน้า ขณะที่แผนการแก้ไขเศรษฐกิจที่ได้ถูกยกร่างขึ้นมา เพื่อรองรับวงเงินกู้ใหม่ ก็ถูกไอเอ็มเอฟวิจารณ์ว่า จะไม่นำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่สำเร็จ ถ้าไม่มีการปรับลดหนี้ให้กรีซในขนาดที่มาก ซึ่งประเด็นนี้เป็นประเด็นที่กรีซต้องการ แต่เป็นประเด็นที่กลุ่มเจ้าหนี้ไม่ยอมเจรจา ทำให้นักวิเคราะห์หลายคนมองว่า แผนการให้กู้เงินรอบใหม่ต่อกรีซ จะไม่ประสบความสำเร็จ จะไม่นำมาสู่การแก้ไขปัญหาหนี้ของกรีซได้ แต่กรีซต้องยอมตามเพราะไม่มีทางเลือกอื่น

นี่คือบทเรียนที่ประเทศที่อ่อนแอต้องตระหนักว่า ถึงจุดหนึ่ง การเมืองและผลประโยชน์จะมาก่อนเหตุผลทางเศรษฐกิจ โดยไม่สนใจความเดือดร้อนที่จะเกิดขึ้นกับประชาชน