ในโลกยุคใหม่มีปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคม อย่างไม่คาดคิดมาก่อน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ามีปัจจัยอีกมากมาย
ที่เราไม่อาจควบคุมได้ หรืออาจกล่าวได้ว่าในโลกยุคใหม่ ที่มีการเคลื่อนตัวของประชาชนและเงินทุนได้อย่างรวดเร็ว ภายใต้การปฏิวัติของเทคโนโลยีการสื่อสาร สังคมเต็มไปด้วยความเสี่ยง ซึ่งบางคนเรียกว่าเราอยู่ภายใต้สังคมแห่งความเสี่ยง และในบางกรณีคนเกิดความตื่นตระหนก จากการคาดการณ์ถึงความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต มากกว่าเมื่อถึงคราวเกิดสถานการณ์จริง
ปัจจัยเสี่ยงที่คนไทยกังวลกันอย่างมากในขณะนี้ คือ ปัญหาภัยแล้ง เพราะขณะนี้เกิดผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆออกมาให้ความเห็น รวมทั้งความเห็นจากผู้ปฏิบัติงานจากหน่วยงานของรัฐที่ทำงานด้านนี้มานาน คือ กรมชลประทานและกรมอุตุนิยมวิทยา ซึ่งหากติดตามความเห็นหรือการวิเคราะห์การคาดการณ์ของภัยแล้งจากผลกระทบปรากฏการณ์เอลนีโญ ก็ยิ่งทำให้เกิดความวิตกมากขึ้นว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวจะส่งผลให้ประเทศไทยเผชิญกับปัญหาภัยแล้งยาวนาน 2-3 ปี กล่าวคือจะมีปัญหาเรื่องน้ำกินน้ำใช้
แน่นอนว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ทำให้คนจำนวนมากตื่นตระหนกตามไปด้วย ซึ่งไม่ว่าคำทำนายที่เกิดขึ้นจะจริงหรือไม่ แต่ปัจจุบันก็สามารถสัมผัสถึงปัญหาดังกล่าวได้ ดังนั้นความตื่นกลัวย่อมเกิดขึ้นเป็นธรรมดา แต่ความตื่นกลัวที่เกิดขึ้นย่อมทำให้การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำทำได้ยากยิ่งขึ้น เพราะภาครัฐจำเป็นต้องมีการจัดสรรน้ำอย่างเป็นระบบ ในขณะเดียวกันความตื่นตระหนกของประชาชน ก็ทำให้มีการแย่งชิงหรือลักลอบสูบน้ำเอาไว้ใช้ในยามขาดแคลน
ดังนั้นเพื่อลดอาการตื่นตระหนก เราจำเป็นอย่างยิ่งต้องรู้เท่าทัน วิธีการทำนายของบรรดาผู้เชี่ยวชาญว่าเขามีวิธีกันอย่างไร และให้ตรรกะอะไรในการอธิบาย ซึ่งเท่าที่ติดตามการทำนายหรือคาดการณ์สถานการณ์จะเห็นลักษณะร่วมกันของบรรดาผู้เชี่ยวชาญคือ มีการใช้ข้อมูลในอดีต และบางกรณีหยิบยกมาเพียงบางส่วนเพื่อให้สอดคล้องกับการคาดการณ์ของตัวเอง แต่ส่วนที่สำคัญอีกด้านคือการคาดการณ์ถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยมักจะมีการใช้คำว่า“ถ้า”อย่างนั้นเกิด อย่างนี้ก็จะเกิดตามมา
อย่างเช่น มีการหยิบยกตัวอย่างปรากฏการณ์เอลนีโญในอดีตเท่าที่มีการบันทึกกันมา และกล่าวถึงผลกระทบ ต่อดูเหมือนว่าภัยแล้งที่เกิดขึ้นในอดีตนั้นแทบลืมกันไปแล้วว่ามันรุนแรงขนาดไหน แต่ขณะนี้ทำไมจึงมีการกล่าวถึงว่าอยู่ในระดับรุนแรงเหลือเกิน ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากอิทธิพลของสื่อ แต่อีกส่วนหนึ่งเกิดจากความตื่นตระหนกของเราเองที่พูดถึงเรื่องนี้แทบทุกวัน ดังนั้น เราอาจจำเป็นต้องกลับมาตั้งสติกันใหม่ว่าความรุนแรงของปัญหามีมากอย่างบรรดาผู้เชี่ยวชาญประเมินกันหรือไม่
การหยิบยกข้อมูลในอดีตเพื่อมายืนยันสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ของบรรดาผู้เชี่ยวชาญนั้น ถือเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความน่าเชื่อถือ แต่หากเราพิจารณากันอย่างจริงจังแล้ว เราจะเห็นว่าการคาดการณ์ต่อปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนั้น ไม่เคยตรงกับความจริงที่เกิดขึ้นเลย แต่เมื่อเกิดความผิดพลาดขึ้นมา บรรดาผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้ก็เล่นเล่ห์โดยหยิบยกการคาดการณ์ใหม่ขึ้นมา และพยายามหาสาเหตุของความผิดพลาดแบบขอไปที โดยไม่ค่อยจะยอมรับความจริงว่ามีหลายเรื่องที่เราคาดการณ์ไม่ได้
แน่นอนว่าการคาดการณ์ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องดี เพื่อจะได้เตรียมตัวรับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แต่การหลงและหมกมุ่นกับสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นมากเกินไป อาจทำให้เราขาดสติในการแก้ปัญหา เหมือนกับการแย่งชิงน้ำที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ ดังนั้นทางออกในการรับมือการคาดการณ์ที่ผิดพลาดคืออยู่กับปัจจุบันให้มากที่สุด กล่าวคือเน้นแก้ปัญหาในปัจจุบัน ซึ่งปัญหาการคาดการณ์หรือคาดเดาที่มีความผิดพลาดบ่อยที่สุด คือตัวอย่างการคาดการณ์เศรษฐกิจ จนบัดนี้ยังไม่เห็นมีสำนักไหนถูกต้องสักรายเดียว แต่พูดกันได้ทุกวัน






