ดูเหมือนนายกรัฐมนตรี ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะพร้อมเปิดเวทีให้คนที่มีความเห็นต่าง ว่าด้วยอนาคตประเทศชาติ
มาแสดงความเห็นเพื่อหาทางออกร่วมกัน
พร้อมกันนี้ก็มีข่าวว่า ศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป (ศปป.) ได้เชิญนักการเมืองค่ายต่าง ๆ มาออกรายการช่อง 11 และช่อง 5 ซึ่งอาจจะเริ่มด้วยอดีตนายกฯ อย่างคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
และอาจจะตามมาด้วยการเชิญนิสิตนักศึกษาสถาบันต่าง ๆ มาตั้งวงแลกเปลี่ยนความเห็นถึงการปฏิรูปบ้านเมืองให้เกิดความหลากหลายทางความคิด
ความจริง หากจะให้เกิดความคึกคักในการแสดงความเห็นจากผู้คนในสังคม ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องใช้เพียงทีวีของรัฐบาลเท่านั้น หากแต่ควรจะเปิดกว้างให้สื่อมวลชนของเอกชนทำหน้าที่เป็น “ตลาดเสรีแห่งความคิดเห็น” เพื่อสะท้อนถึงความคิดความอ่านของคนแวดวงต่าง ๆ
และต้องจำกัดเฉพาะคน “ที่เป็นที่รู้จัก” ของสังคมเท่านั้น
เพราะเอาเข้าจริง ๆ ถ้าหากเจาะจงฟังความเห็นคนละด้านจากกลุ่มคนที่ “รู้ ๆ กันอยู่” ก็จะไม่ได้ความคิดเห็นใหม่อะไร ที่เราควรจะเปิดกว้างเพื่อรับฟังคือความเห็นจากคนกลุ่มต่างๆ ชุมชนต่าง ๆ ทั่วประเทศที่ปกติไม่ค่อยจะได้แสดงออกเพราะถูกความขัดแย้งที่มีมายาวนานบดบังโอกาสที่พวกเขาจะนำเสนอแนวทางสำหรับการปฏิรูปด้านต่าง ๆ ที่พวกเขามีประสบการณ์ตรงมากกว่า
หากทางการเชิญแต่เพียงคนโดดเด่นที่เป็นข่าวเป็นคราวอยู่แล้ว เป็นตัวแทนของกลุ่มที่เคยขัดแย้งมาก่อน ก็จะได้ยินได้ฟังความเห็นเดิม ๆ ที่เราเคยได้รับรู้ เท่าที่รับฟังอยู่ขณะนี้ก็ไม่มีอะไรใหม่ไปกว่าเดิมมากมายนัก
ถ้าจะเชิญอดีตนายกรัฐมนตรีก็ควรจะเชิญทุกคนที่เคยเป็นนายกฯ เพราะท่านเหล่านั้นได้ติดตามเหตุการณ์บ้านเมืองมาอย่างใกล้ชิด และน่าจะมีความคิดความอ่านที่เป็นประโยชน์ต่อการวางแผนปฏิรูปประเทศชาติมากกว่าเพียงแค่เชิญคุณอภิสิทธิ์กับคุณยิ่งลักษณ์สองท่าน
ทุกครั้งที่ทางการคิดถึงการขอความเห็นเพื่อการปฏิรูปหรือสมานฉันท์ก็จะติดอยู่กับ “กับดัก” เดิมคือจะต้องเป็นแกนนำของสีแดงสีเหลืองเท่านั้น ทั้ง ๆ ที่ความจริง “คนไร้สี” เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ และพวกเขามีข้อเสนอทางออกของบ้านเมืองได้โดยไม่มีอคติหรือทิฐิมานะที่จะเอาชนะคะคานคู่กรณีทางการเมืองอีกฝ่ายหนึ่ง
แต่เสียงของ “เจ้าของประเทศ” ส่วนใหญ่ส่วนนี้มักไม่ค่อยปรากฏในสื่อสาธารณะ เพราะสื่อทั้งทางการและเอกชนจะมุ่งไปเฉพาะ “คนเด่นคนดัง” ในสังคม และเมื่อเน้นว่าจะต้อง “สมานฉันท์” ก็จะให้ฝ่าย “ขัดแย้ง” เดิมมาพูด และไม่ต้องแปลกใจถ้าหากคนหน้าเดิมมาพูดหัวข้อเดิมในบรรยากาศเดิม เราก็จะได้ยินเฉพาะแนวคิดแบบเดิม ๆ ที่ตอกย้ำผลประโยชน์เฉพาะกลุ่มของพวกเขาเท่านั้น
หากจะเอาคนรุ่นใหม่ นิสิตนักศึกษามาร่วมแสดงความเห็นเรื่องอนาคตบ้านเมือง ก็ควรจะต้องได้ตัวแทนจากหลาย ๆ กลุ่มหลาย ๆ สถาบัน ทั้งที่เป็นองค์กรจัดตั้งอยู่แล้วและที่ไม่จำเป็นต้องเป็นที่รู้จักของวงการสื่อ หัวข้อที่ตั้งก็จะต้องให้เข้าถึงเนื้อหาสาระที่แท้จริง มิใช่ตั้งประเด็นกว้าง ๆ ที่พูดกันในทฤษฎีแต่ไร้ทางออกทางปฏิบัติ
ที่สังคมไทยวนเวียนอยู่กับที่เพราะวาทกรรมการเมือง ไม่อาจจะหลุดจากไม่กี่ประโยคโดยเฉพาะคำว่า “ประชาธิปไตย” ที่ทุกคนอ้างแต่ไม่มีใครระบุได้ว่ามันคืออะไรในชีวิตความเป็นจริง
ไหน ๆ จะเปิดกว้างเพื่อให้ทุกคนได้ร่วมกันหาทางออกให้กับประเทศของทุกคนแล้ว ก็อย่าได้จำกัดวงอยู่เฉพาะคนเด่นคนดังคนมีชื่อเสียงเดิม ๆ
หากเราต้องการให้ “ดอกไม้ร้อยดอก”บานพร้อม ๆ กัน (หรือถ้าเป็นภาษา “ซ้ายเก่า” ก็ต้องบอกว่า “ร้อยบุปผาบานพร้อมพรัก ร้อยสำนักประชันแข่งใจ”) ก็ต้องไม่ลืมว่าดอกหญ้าที่ขึ้นในป่าธรรมชาติกินพื้นที่กว้างขวางก็มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าดอกทิวลิป ดอกกล้วยไม้ หรือกุหลาบราคาแพงเท่านั้น
จะได้ความคิดนอกกรอบก็ต้องฟังคนที่ไม่อยู่ในกรอบของความขัดแย้งเดิม ๆ!






