รัฐบาลและธนาคารชาติจีน ผนึกกำลังใช้มาตรการผสมผสาน ทั้งการควบคุมอย่างเข้มงวด
และผ่อนคลายทางการเงิน เพื่อดูแลเสถียรภาพของตลาดหุ้นจีน โดยหวังปลดปล่อยตลาดหุ้นให้รอดพ้น จากการฉุดกระชากของแรงถล่มขาย จากนักเก็งกำไรทั้งจากนักลงทุนต่างชาติ และนักลงทุนรายย่อยในประเทศ เพราะไม่เพียงแต่ผู้กำกับดูแลตลาดหุ้นของจีนจะกดดันให้บริษัทจดทะเบียนต้องส่งรายงานการซื้อขายภายใน 2 วัน หลังจากที่มีการทุบขายหุ้นอย่างหนักเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคมที่ส่งผลให้ดัชนีราคาหุ้นเซี่ยงไฮ้ คอมโพสิต ดิ่งลงในช่วงเปิดตลาดถึง 9% ซึ่งเกือบติดฟลอร์ 10% จนถือเป็นเหตุให้ต้องใช้มาตรการเซอร์กิตเบรกเกอร์ ทำให้ทางการจีนต้องประกาศใช้แผนปฏิบัติที่มีผลบังคับใช้ทั่วประเทศให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการจับกุมผู้ที่กระทำการทุบหุ้นโดยถือว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายตลาดหุ้นไม่ว่าจะเป็นการซื้อขายในตลาดปัจจุบันและตลาดอนาคต พร้อมกับเปิดการสอบสวนในเรื่องการทำชอร์ตหุ้น
แต่ในอีกด้านหนึ่งธนาคารชาติจีนได้ก็ได้ดำเนินมาตรการผ่อนคลายทางการเงิน เข้าแทรกแซงด้วยการอัดฉีดสภาพคล่องระยะสั้นในตลาดเงิน การเพิ่มสัดส่วนนักลงทุนสถาบันเพื่อพยุงหุ้น การให้ใช้เงิน 30%ของกองทุนบำเหน็จบำนาญที่มีเม็ดเงินถึง 5.7 แสนล้านดอลลาร์ลงทุนในตลาดหุ้น ขณะที่สำนักงานกำกับตลาดหุ้นจีน หรือ ก.ล.ต.ได้ผ่อนคลายการซื้อขายมาร์จิ้น ลดค่าธรรมเนียมซื้อขาย A-share ในตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้จาก 0.3% เป็น 0.002% การขยายสัดส่วนลงทุนหุ้นของกองทุน และโบรกเกอร์ รวมทั้งขยายสัดส่วนลงทุนของบรรษัทการลงทุนในหลักทรัพย์ของรัฐบาล นอกจากนี้ รัฐบาลสั่งห้ามผู้ถือหุ้นรายใหญ่ต้องถืออย่างน้อย 5% และห้ามผู้บริหารของบริษัทขายหุ้นเป็นเวลา 6 เดือน ท่ามกลางบรรยากาศการเก็งกำไรอย่างผิดปกติไปจนถึงการปั่นหุ้นที่ส่งผลให้ดัชนีราคาหุ้นเซี่ยงไฮ้ คอมโพสิต พุ่งขึ้นอย่างรุนแรงในรอบ 1 ปีถึง 150% ไม่ต่างจากหุ้นฟองสบู่ที่จุดสูงสุด 5,166 เมื่อวันที่ 12 มิถุนายนที่ผ่านมา ก่อนที่ดัชนีหุ้นจะดิ่งลงมาถึง 32% ในช่วงเวลาเพียง 3 สัปดาห์
หลังจากการเข้าแทรกแซงตลาดหุ้น ได้ส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนช่วง 2 วันในวันพฤหัสบดีและศุกร์ปรับตัวดีขึ้นสองวันติดต่อกันราว 8% โดยดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตเคลื่อนไหวที่ 3,900 หลังจากทางการจีนออกมาตรการหยุดยั้งการดิ่งลงของราคาหุ้นร่วงติดต่อกันเกือบเดือน ในขณะที่บริษัทจดทะเบียน 1,429 แห่ง หรือเท่ากับ 50% ของมูลค่าตามราคาตลาดรวม หรือมาร์เก็ตแค็ป ยังคงระงับการซื้อขายหุ้นจนถึงในวันนี้ อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เชื่อว่าตลาดหุ้นจีนจะยังคงมีความผันผวนรออยู่ เนื่องจากโครงสร้างตลาดหุ้นจีนมีสัดส่วนของนักลงทุนรายย่อยสูงถึง 80% ของนักลงทุนทั้งหมด หรือมีจำนวนราว 90 ล้านคน ส่วนใหญ่จะเป็นนักเก็งกำไรที่โยกเม็ดเงินมาจากการเก็งกำไรในตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ยังประสบความซบเซา เหตุที่ทางการจีนได้เข้าไปควบคุมดูแลไม่ให้ฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์แตกออกมาในช่วง 2-3 ปีก่อนหน้านี้ โดยล่าสุดกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ ชี้ว่า ถึงแม้ตลาดหุ้นจีนจะมีการเก็งกำไรจนทะยานขึ้นรุนแรงก่อนที่จะร่วงลงในขณะนี้ อาจจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจแต่ถือว่ายังไม่มากนัก จึงคงการคาดการณ์ตัวเลขคาดการณ์การเติบโตของจีนในปีนี้เอาไว้ที่ 6.8% และปีหน้าที่ 6.3%
ในช่วงหลายปีก่อนหน้านี้ ตลาดหุ้นจีนถือว่ายังไม่เป็นที่นิยมสำหรับนักลงทุนจีน จนกระทั่งช่วงครึ่งหลังของปี 2014 ที่ทางการจีนหันมาให้การสนับสนุนการลงทุนในตลาดหุ้น โดยเปิดเสรีให้กับการซื้อขายในตลาดหุ้นมากขึ้น โดยเฉพาะการเปิดให้มีการซื้อขายหุุ้นไขว้กันได้ระหว่างตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้และตลาดหุ้นฮ่องกง ส่งผลให้ตลาดหุ้นจีนกลายเป็นตลาดหุ้นป๊อบปูล่า และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ก็เคยได้รับความชื่นชมอย่างมากต่อนโยบายตลาดหุ้นที่ดีวันดีคืน แต่ช่วงเวลาเพียง 3 สัปดาห์ตลาดกลับไม่สดใสเหมือนเมื่อก่อน จึงมีการกล่าวโทษว่าเป็นเพราะเขาออกกฎระเบียบที่เข้มงวดมากเกินไป โดยผลจากการตกต่ำของตลาดหุ้นอาจจะทำให้เป้าหมายเศรษฐกิจจีนที่วางไว้ที่ 7% ในปีนี้อาจมีความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้น จนทำไม่ได้ตามเป้า อย่างไรก็ตามการเทขายหุ้นที่เกิดขึ้นอย่างหนักหน่วงครั้งนี้กลับเป็นความท้าทายครั้งใหญ่สำหรับผู้นำรัฐบาลจีนที่กำลังเผชิญอยู่นี้ อาจจะไม่จบลงในเวลาที่รวดเร็วนัก ตรงกันข้ามจะต้องสร้างเสถียรภาพให้เกิดขึ้นอีกครั้ง เพื่อเรียกความเชื่อมั่นของตลาดหุ้นกลับคืนมา






