เมื่อหลายปีก่อน ไทยซื้ออาวุธยิงขีปนาวุธราคาแพงมาจากสหรัฐอเมริกา ด้วยเหตุผลว่าสิงคโปร์ได้ซื้อไว้แล้ว
แต่ทั้งสองประเทศที่ซื้อกลับไม่ได้รับอาวุธ แต่ถูกจัดเก็บไว้ที่สหรัฐอมเริกา เพราะสหรัฐอเมริกาถือว่าเป็นอาวุธร้ายแรง เกรงว่าทั้งสองประเทศจะรักษาเอาไว้ไม่ได้ จึงขอเก็บรักษาเอาไว้เอง ตกลงว่าทั้งสองประเทศเสียเงินซื้อโดยที่ไม่ได้ครอบครองอาวุธ และหากสมมติว่าสองประเทศนี้รบกัน ก็คาดได้เลยว่าทั้งสองประเทศก็ไม่ได้ใช้อาวุธที่ตัวเองซื้ออย่างแน่นอน เพราะสหรัฐอเมริกาย่อมไม่ส่งมาให้ถล่มกัน เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ตัดสินใจซื้อไปเพื่ออะไร ผมก็งงอยู่จนถึงวันนี้ (ฮา)
ปัญหาของการแข่งขันสะสมอาวุธของประเทศในกลุ่มอาเซียน เป็นเรื่องมีมานานแล้ว และก็มีต่อไปเรื่อยๆ กรณีเรือดำน้ำที่ไทยจะซื้อจากจีน เป็นเพียงหนึ่งในการสะสมอาวุธที่ดำเนินกันมาตลอด หากที่เป็นข่าวดังมากในวันนี้ ก็เพราะสาเหตุสองประการ ประการแรก เป็นการซื้ออาวุธราคาแพง ในขณะที่ระบบเศรษฐกิจของประเทศกำลังย่ำแย่ ประการที่สอง เป็นคำถามที่มาจากทางผู้รู้จำนวนหนึ่งที่ “ลีด” ข่าวเพราะกังวลใจในเทคโนโลยีเรือดำน้ำ “หยวน” ของจีน (พูดง่ายๆ ว่า ปล่อยข่าวเพื่อยับยั้งการซื้อ ผู้บัญชาการสูงสุดของทหารเรือท่านเลยหงุดหงิดเล็กน้อย)
การสะสมอาวุธของกองทัพแต่ละประเทศในอาเซียน สะท้อนให้เห็นว่าการเกิดประชาคมอาเซียนนั้น เป็นเพียงความต้องการของกลุ่มทุนที่จะเปิด “พรมแดน” ทางเศรษฐกิจ ให้กว้างขวางมากกว่าขอบเขตของประเทศเท่านั้น โดยแบ่งขนมเค้กกันระหว่างทุนแต่ละฝ่าย ที่มีความเข้มแข็งคนละด้าน เช่น ซีพีของไทยก็ไปทางด้านการผลิตสินค้าแปรรูปเกษตรกรรม ธุรกรรมการเงินก็ยกให้สิงคโปร์ เป็นต้น
พลังการเมืองหลักของประเทศในอาเซียน อันได้แก่ กองทัพ กลับไม่ได้คิดหรือพยายามจะคิดให้เกิดการรวมประชาคมอย่างแท้จริงขึ้นมา แม้ว่าเราจะเห็นบรรดาแม่ทัพนายกอง เดินทางไปจับมือเสวนาระหว่างกันอยู่เนื่องๆ แต่อย่างมากก็ได้แค่เป็นข่าวว่า กองทัพสองประเทศนั้นๆ ได้มีความร่วมมือกันในเรื่องนั่น โน่น นี่ เท่านั้นเอง
หากกองทัพในอาเซียนหรืออาจจะริเริ่มจากกองทัพไทยก็ได้ วางแผนในการสร้าง “กองกำลังร่วมกัน” เพื่อปกป้องอาเซียน งบประมาณที่จะใช้ซื้ออาวุธก็เป็นการลงขันระหว่างกัน ประเทศที่รวยก็ออกมากหน่อย จนก็ออกน้อยหน่อย คณะผู้บัญชาการก็เป็นลักษณะของการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม ส่วนประธานก็คัดเลือกและกระจายกันเป็นไปตามวาระของแต่ละประเทศ ฐานทัพก็ใช้ฐานเดิมของแต่ละประเทศ
กองทัพในแต่ละประเทศก็จะแยกเป็นสองส่วน กองทัพของแต่ละประเทศที่ทำหน้าที่คอยปราบปราม (พลเมืองในรัฐตนเอง อุ๊บ! ขอโทษเขียนผิดไป) ปราบปรามอริราชศัตรูภายในประเทศ ก็ไม่จำเป็นต้องมีเรือดำน้ำหรืออาวุธร้ายแรงราคาแพงๆ แต่อย่างใด อีกส่วนหนึ่งก็เป็นกองทัพที่สัมพันธ์หรือเป็นส่วนของกองกำลังป้องกันอาเซียน ก็จะมีอาวุธดีๆ แพงๆ เตรียมพร้อมไว้ (หากกลัวว่าจะมีศัตรู) กองกำลังร่วมฯลักษณะนี้ ก็จะสร้างดุลการต่อรองระหว่างอาเซียนกับมหาอำนาจขึ้นมาอีกหน่อยหนึ่งด้วย (หน่อยหนึ่งก็ยังดีนะครับ ไม่งั้นแล้วปัญหาทะเลจีนใต้ ก็ตกอยู่ในกำมือของมหาอำนาจฝ่ายเดียว)
รูปแบบองค์กรของกองกำลังป้องกันอาเซียนนี้ สามารถคิดได้หลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับการเจรจาตกลงกันระหว่างกองทัพของประเทศต่างๆ ครับ
หากเริ่มต้นคิดถึงการสร้าง “กองกำลังร่วมป้องกันอาเซียน” ที่มีลักษณะของการร่วมมือเป็นหนึ่งเดียวทางการทหาร นอกจากจะส่งผลให้กองกำลังร่วมฯนี้ มีศักยภาพทางการทหารเพิ่มมากกว่าเอากองทัพแต่ละประเทศมารวมกันแล้ว ยังสามารถประหยัดลดงบประมาณกองทัพในแต่ละประเทศได้อย่างมากมาย ซึ่งก็จะส่งผลทำให้มีเงินเหลือที่จะพัฒนาเศรษฐกิจได้อีกเยอะแยะทีเดียว
อย่าลืมนะครับ การใช้งบประมาณที่ดีต้องนำไปสู่ประสิทธิภาพการผลิต (Productive) งบประมาณทหารนั้นโปรดักทีฟน้อยที่สุด แน่นอนว่าทหารก็คงจะเถียงว่า หากไม่มีทหารรักษาประเทศเอาไว้ จะโปรดักทีฟอะไรได้อย่างไร คำตอบก็คือ ที่ผ่านมาการรักษาประเทศเอาไว้ได้นี้มีหลายมิติครับ มิติการใช้กำลังทหารเป็นเพียงหนึ่งมิติเท่านั้นครับ
หากเริ่มต้นคิดถึงการสร้าง “กองกำลังร่วมป้องกันอาเซียน” ก็จะเป็นโอกาสที่สำคัญที่จะทำให้เกิดการร่วมมือกันในส่วนที่จะแก้ไข/ปรับ/ความทรงจำบาดแผลที่ถูกสร้างขึ้นจากกรอบรัฐชาติได้ ไม่ว่าจะระหว่างไทย-พม่า ไทย-เขมร เขมร-เวียดนาม ฯลฯ เพราะการทำงานร่วมกันของกองกำลังร่วม ก็จะข้ามพ้นพรมแดนของรัฐชาติ ซึ่งจะส่งผลให้พลเมืองในแต่ละประเทศ มองเห็นอนาคตความมั่นคงร่วมกันได้ชัดเจนมากกว่าเดิมมากทีเดียว
ผมหวังว่ากองทัพไทยที่กำลังเอื้ออำนวยหรือคืนความสุขให้แก่คนไทยทั้งมวล จะหยุดการซื้อเรือดำน้ำจากจีนแล้วหันมาแสดงบทพระเอกในประชาคมอาเซียน ด้วยการเป็นผู้นำในการสร้าง “กองกำลังร่วมป้องกันอาเซียน” อาจจะเน้นเป็นนโยบายก่อนก็ได้ แล้วค่อยขยับหาทางเดินไปข้างหน้าในอนาคต สำเร็จหรือไม่สำเร็จก็ไม่เป็นไร แต่การเริ่มต้นคิดหนทางที่ดีกว่าเดิมเป็นพันธะกิจของคนที่มองไปสู่อนาคตครับ เพราะตอนนี้กองทัพไทยยังไม่ได้มองอะไรไปในอนาคตเลยนะครับ หวนกลับไปสู่อดีตอยู่เรื่อยเลย
ผลดีอีกด้านหนึ่งในการสร้างกองกำลังร่วมฯ เช่นนี้ ที่ผมเกือบลืมไปก็คือ น่าจะทำให้การทำรัฐประหารในประเทศอาจจะเกิดยากมากขึ้นด้วยครับ






