ท่านผู้อ่านเคยประสบกับปัญหานอนไม่หลับบ้างไหมครับ?
มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ผมประสบปัญหาดังกล่าว ซึ่งก็ไม่แน่ใจเพราะเพิ่งเดินทางกลับจากต่างประเทศ หรือเพราะอายุเริ่มมาถึงจุดๆ หนึ่ง ก็เลยไปหยิบหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ Dreamland: Adventures in the Strange Science of Sleep มาอ่าน แล้วก็พบข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับการนอนหลับของคนเราครับ ดังนั้น ถึงแม้ตอนนี้ผมจะนอนหลับด้วยดีแล้ว ก็เลยอยากจะนำมาแบ่งปันกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทำไมเราถึงนอนไม่หลับ
ทุกท่านคงทราบกันอยู่แล้วว่า การขาดการพักผ่อนหรือนอนไม่หลับนั้น ส่งผลเสียต่อร่างกายของเราอย่างไรบ้าง แต่ก็เป็นที่สงสัยนะครับว่า ทั้งๆ ที่สภาพแวดล้อมในการนอนหลับในปัจจุบันของเรา พัฒนาจากในอดีตมาก ทั้งเตียง ผ้าห่ม หมอน อากาศที่เย็นสบายจากเครื่องปรับอากาศ แต่ขณะเดียวกัน ความสะดวกสบายและพัฒนาการจากเทคโนโลยีสมัยใหม่ ก็ทำให้พฤติกรรมในการนอนของมนุษย์เรา เปลี่ยนแปลงไปจากในอดีต นอกจากนี้ พฤติกรรมในการทำงานก็ส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมในการทำงานด้วย
มีการค้นพบเกี่ยวกับพฤติกรรมในการนอนของคนโบราณ จากนักประวัติศาสตร์ที่พบว่า ในอดีตนั้น (เมื่อยังไม่มีแสงไฟจากวิทยาศาสตร์) คนจะหลับเมื่อพระอาทิตย์ตกดินได้ไม่นาน แล้วตื่นขึ้นมาช่วงหลังเที่ยงคืน (เรียกกันว่าการหลับครั้งที่หนึ่ง) หลังจากตื่นขึ้นมาแล้ว มนุษย์เราจะตื่นอยู่ประมาณหนึ่งชั่วโมง แล้วหลังจากนั้นก็จะหลับต่อ (เรียกว่าการหลับครั้งที่สอง) ซึ่งช่วงที่ตื่นขึ้นมาระหว่างการหลับทั้งสองครั้งนั้น แต่ละคนก็จะทำกิจกรรมตามที่ตนเองต้องการหรือถนัด ไม่ว่าจะเป็นการอ่านหนังสือ การสวดมนต์ การนอนอยู่เฉยๆ ฯลฯ
นอกจากการค้นพบจากนักประวัติศาสตร์แล้ว นักวิทยาศาสตร์ที่ National Institute of Mental Health ในสหรัฐยังได้ทำการทดลองและค้นพบว่า มนุษย์เรานั้นจริงๆ แล้วมีการหลับเป็นช่วงๆ เหมือนที่นักประวัติศาสตร์ค้นพบ และพฤติกรรมการหลับเป็นช่วงๆ นั้น จะเกิดขึ้นเมื่อปิดกั้นการรับรู้ต่อแสงไฟจากวิทยาศาสตร์ทั้งหลาย และยังพบอีกว่า ในช่วงเวลาหนึ่งชั่วโมงของการตื่นขึ้นมากลางดึกนั้น เป็นช่วงเวลาที่ร่างกายของเรามีความพร้อม สมบูรณ์ และพักผ่อนอย่างสบายที่สุด ในช่วงเวลาดังกล่าวสมองของเราจะหลั่ง Prolactin ออกมามากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดความเครียด และทำให้เรารู้สึกสบาย
หลังจากการค้นพบทั้งจากนักวิทยาศาสตร์และนักประวัติศาสตร์ ก็ได้มีการทดลองอื่นๆ ตามมา ที่แสดงให้เห็นว่า ร่างกายเราจะแบ่งกายนอนออกเป็นสองช่วง ถ้าเราเปิดโอกาสและมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม (นั้นคือต้องไม่มีแสงไฟจากวิทยาศาสตร์ใดๆ)
ดังนั้น ถ้าท่านผู้อ่านชอบตื่นมากลางดึกประมาณซักหนึ่งชั่วโมง แล้วหลับต่อได้อย่างสบายๆ ก็อย่าเพิ่งตกใจ แล้วรีบไปหายานอนหลับกินนะครับ จริงๆ แล้วมันคือพฤติกรรมที่เป็นปกติของมนุษย์เรามาเป็นพันๆ ปีแล้ว แต่ที่ในปัจจุบันผิดเพี้ยนจนแตกต่างจากอดีต ก็เนื่องจากเจ้าแสงไฟจากวิทยาศาสตร์นี้แหละครับ ที่เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้พฤติกรรมในการนอนของเราเปลี่ยนไป
สำหรับหลายๆ คน ชีวิตจะเริ่มต้นเมื่อพระอาทิตย์ตกดิน งานจะเริ่มทำได้เมื่อไร้ซึ่งแสงสุริยัน ความมืดไม่ได้เป็นผลคุกคามต่อการดำรงชีวิตของคนเราอีกต่อไป แต่ความสว่างในเวลากลางคืนนั้น จริงๆ แล้วส่งผลกระทบต่อร่างกายของเราแบบที่เราไม่รู้ตัว สมองเราเมื่อเห็นแสงไฟสว่างตอนกลางคืน ก็จะนึกว่าเป็นกลางวัน ยิ่งมีแสงไฟสว่างมาก ก็จะยิ่งทำให้ร่างกายเราหยุดผลิต Melatonin ที่ส่งผลต่อการนอนหลับของเรา
มีงานวิจัยที่ศึกษาพยาบาลกว่า 120,000 คน พบว่าผู้ที่ทำงานผลัดกลางคืนนั้น มีโอกาสที่จะเป็นมะเร็งทรวงอกมากกว่าผู้ที่ทำงานผลัดกลางวัน และผู้ที่ทำงานอย่างน้อยสามคืนต่อเดือนเป็นเวลาตลอด 15 ปี จะมีโอกาสในการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่มากกว่าผู้อื่นถึงร้อยละ 35
นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยอีกชิ้นที่ประเทศอิสราเอล ที่เขาหาความสัมพันธ์ระหว่างการเป็นมะเร็งทรวงอก กับความสว่างของระดับแสงไฟจากวิทยาศาสตร์ในชุมชนต่างๆ และพบว่ามีความสัมพันธ์ระหว่างผู้ที่อยู่ในชุมชนที่มีแสงไฟสว่างมาก กับจำนวนสุภาพสตรีที่เป็นมะเร็งที่หน้าอก ง่ายๆ ก็คือ ถ้าสุภาพสตรีอาศัยอยู่ในบริเวณที่สว่างมาก ถึงขนาดเอาหนังสือออกมาอ่านกลางถนนได้อย่างง่ายๆ เธอจะมีโอกาสในการเป็นมะเร็งทรวงอก มากกว่าผู้ที่อยู่ในสถานที่ที่มืดมิดหลังพระอาทิตย์ตกถึงร้อยละ 73
ดังนั้น จากข้อมูลทั้งหมดทำให้ได้ข้อสรุปที่น่าคิดสองประการครับ อย่างแรกคือ ถ้าตื่นมากลางดึกแล้วนอนหลับต่อได้อย่าตกใจครับ ประการสองคือ ในตอนกลางคืนอย่าพยายามอยู่ในที่ที่สว่างมาก ควรสร้างบรรยากาศในห้องนอนให้มืดและมีแสงไฟจากวิทยาศาสตร์ให้น้อยที่สุด






