วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

รีบเดินสู่ทางออก.. ประชาธิปไตย

กรณีจับ 14 นักศึกษาและนักกิจกรรม เชื่อว่ามุมมองของคนไทย ยังอยู่ในสองฝั่ง

เหมือนอย่างที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และพล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม และผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ก็รู้ดี

คือ ฝ่ายที่หนุนหลังกลุ่มนักศึกษาและนักกิจกรรมดังกล่าว และฝายที่สนับสนุน “คสช.” และรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ โดยให้เวลาในการจัดระเบียบสังคมและปฏิรูประเทศตามโรดแมพ

เห็นได้จากความเป็นห่วงว่า การเคลื่อนไหวดังกล่าวจะนำไปสู่ความขัดแย้งกับอีกฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย จนนำมาสู่ความรุนแแรงเช่นเคย

แน่นอน, ในเมื่อความคิด ความเชื่อของคนในสังคมไทยยังแบ่งเป็นสองฝ่าย การออกมาเคลื่อนไหวของ 14 นักศึกษาและนักกิจกรรมที่ถูกจับ ย่อมเป็น “ฮีโร่” ของอีกฝ่ายอย่างไม่ต้องสังสัย

นี่ยังไม่นับว่า มีคนอยู่เบื้องหลังหรือไม่ เพราะหลายคนที่ถูกพาดพิงก็ออกมาปฏิเสธแล้ว แม้ว่าจะเชิดชูและชื่นชมการแสดงออกของนักศึกษาและนักกิจกรรมดังกล่าวก็ตาม

แต่ประเด็นที่น่าสนใจเหนืออื่นใด ก็คือ หลังจากนี้ หากมีการเคลื่อนไหวอีกครั้ง ไม่ว่าจะกลุ่มเดิมหรือมีการขยายวงออกไป “คสช.” และรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จะรับมืออย่างไร???

จริงอยู่, หลายคนเชื่อมั่นใน “คสช.” และสนับสนุนให้ปฏิรูปประเทศตามโรดแมพที่วางไว้ แต่ปัญหาที่จะยิ่งรุมเร้าด้านเศรษฐกิจปากท้องของประชาชน  และผลจากการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ ที่ขัดแย้งกับข้อเสนอและความต้องการขององค์กรภาคประชาชน และภาคประชาสังคม ก็ยังไม่น่าไว้ใจ

ที่กล่าวเช่นนี้ เนื่องจากเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน ที่ผ่านมา สภาประชาชนเพื่อการปฏิรูป (สชป.) อันประกอบไปด้วยองค์กรพัฒนาเอกชน (เอ็นจีโอ) หลายองค์กร เปิดประชุมสภาประชาชนครั้งที่ 3 ขึ้น พร้อมกับการรำลึก “83 ปีประชาธิปไตย” ด้วยการประกาศจุดยืนต่อรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ด้วยประเด็นที่น่าสนใจ มีการระบุว่า “...สภาประชาชนเพื่อการปฏิรูปกังวลต่อข้อเสนอของรัฐบาล และสมาชิกสภาปฏิรูปบางกลุ่มที่เสนอให้ตัดส่วนที่ว่าด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน ในการวางแผนการพัฒนาสมัชชาพลเมืององค์กรอิสระ ด้านการคุ้มครองผู้บริโภคองค์กรอิสระด้านสิ่งแวดล้อม และสุขภาพ ด้วยเหตุผลว่าเกรงจะเป็นอุปสรรคต่อการบริหารราชการแผ่นดิน หรือจะดำเนินการจัดทำกฎหมายอยู่แล้วหรือการให้เพิ่มข้อความท้ายมาตราว่า ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ เพราะหากไม่มีกฎหมายบัญญัติรัฐธรรมนู ญก็ไม่มีสภาพบังคับเช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 รวมทั้งหากไม่กำหนดองค์กรอิสระไว้ในรัฐธรรมนูญก็จะเป็นเหตุอ้างว่าไม่จำเป็นต้องมี หรือเกรงว่า สมัชชาพลเมืองจะสร้างความขัดแย้งไปตรวจสอบอำนาจรัฐ เป็นต้น...”

นี่ยังไม่นับรวม บรรดาพรรคการเมือง ที่ได้รับผลกระทบจากการร่างรัฐธรรมนูญที่เคร่งครัดในเข้าสู่การเมือง การตรวจสอบ และเอาผิดด้วย

เมื่อเป็นเช่นนี้ สิ่งที่ “คสช.”และ รัฐบาลพล.อ.ประยทธ์ จะต้องทำควบคู่ไปกับการควบคุมสถานการณ์การเคลื่อนไหว ให้อยู่ในความสงบก็คือ การสนับสนุนให้มีการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยมากที่สุด ตามข้อเสนอของหลายฝ่าย เพื่อให้เกิด“ความชอบธรรม” ในการยึดอำนาจ รวมทั้งเอื้อต่อการปฏิรูปประเทศในระยะยาวอย่างแท้จริง และ “ไม่ทำให้เสียของ” อย่างที่ต้องการ เพราะนี่คือ เกราะปกป้อง “คสช. และรัฐบาลชั้นดี ต่อให้มีกลุ่มเคลื่อนไหวไม่เพียงกลุ่มเดียว

ที่สำคัญคือ “คำมั่นสัญญา” ที่อยู่ในบทเพลงของ พล.อ.ประยุทธ์เอง ที่ต้องเร่งรีบคืนความเป็นประชาธิปไตย จากนั้นก็ลงจากหลังเสืออย่างสง่างาม

หาไม่ ก็ไม่รู้ว่า “คสช.” และรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จะปราบปรามประชาชนได้อย่างไร ทั้งยังต้องแลกด้วย “ภาพลักษณ์” ของการใช้อำนาจอยู่ร่ำไป ผลเสียจะมากยิ่งขึ้นแค่ไหน ก็นับว่าน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง