กรณีจับ 14 นักศึกษาและนักกิจกรรม เชื่อว่ามุมมองของคนไทย ยังอยู่ในสองฝั่ง
เหมือนอย่างที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และพล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม และผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ก็รู้ดี
คือ ฝ่ายที่หนุนหลังกลุ่มนักศึกษาและนักกิจกรรมดังกล่าว และฝายที่สนับสนุน “คสช.” และรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ โดยให้เวลาในการจัดระเบียบสังคมและปฏิรูประเทศตามโรดแมพ
เห็นได้จากความเป็นห่วงว่า การเคลื่อนไหวดังกล่าวจะนำไปสู่ความขัดแย้งกับอีกฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย จนนำมาสู่ความรุนแแรงเช่นเคย
แน่นอน, ในเมื่อความคิด ความเชื่อของคนในสังคมไทยยังแบ่งเป็นสองฝ่าย การออกมาเคลื่อนไหวของ 14 นักศึกษาและนักกิจกรรมที่ถูกจับ ย่อมเป็น “ฮีโร่” ของอีกฝ่ายอย่างไม่ต้องสังสัย
นี่ยังไม่นับว่า มีคนอยู่เบื้องหลังหรือไม่ เพราะหลายคนที่ถูกพาดพิงก็ออกมาปฏิเสธแล้ว แม้ว่าจะเชิดชูและชื่นชมการแสดงออกของนักศึกษาและนักกิจกรรมดังกล่าวก็ตาม
แต่ประเด็นที่น่าสนใจเหนืออื่นใด ก็คือ หลังจากนี้ หากมีการเคลื่อนไหวอีกครั้ง ไม่ว่าจะกลุ่มเดิมหรือมีการขยายวงออกไป “คสช.” และรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จะรับมืออย่างไร???
จริงอยู่, หลายคนเชื่อมั่นใน “คสช.” และสนับสนุนให้ปฏิรูปประเทศตามโรดแมพที่วางไว้ แต่ปัญหาที่จะยิ่งรุมเร้าด้านเศรษฐกิจปากท้องของประชาชน และผลจากการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ ที่ขัดแย้งกับข้อเสนอและความต้องการขององค์กรภาคประชาชน และภาคประชาสังคม ก็ยังไม่น่าไว้ใจ
ที่กล่าวเช่นนี้ เนื่องจากเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน ที่ผ่านมา สภาประชาชนเพื่อการปฏิรูป (สชป.) อันประกอบไปด้วยองค์กรพัฒนาเอกชน (เอ็นจีโอ) หลายองค์กร เปิดประชุมสภาประชาชนครั้งที่ 3 ขึ้น พร้อมกับการรำลึก “83 ปีประชาธิปไตย” ด้วยการประกาศจุดยืนต่อรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ด้วยประเด็นที่น่าสนใจ มีการระบุว่า “...สภาประชาชนเพื่อการปฏิรูปกังวลต่อข้อเสนอของรัฐบาล และสมาชิกสภาปฏิรูปบางกลุ่มที่เสนอให้ตัดส่วนที่ว่าด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน ในการวางแผนการพัฒนาสมัชชาพลเมืององค์กรอิสระ ด้านการคุ้มครองผู้บริโภคองค์กรอิสระด้านสิ่งแวดล้อม และสุขภาพ ด้วยเหตุผลว่าเกรงจะเป็นอุปสรรคต่อการบริหารราชการแผ่นดิน หรือจะดำเนินการจัดทำกฎหมายอยู่แล้วหรือการให้เพิ่มข้อความท้ายมาตราว่า ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ เพราะหากไม่มีกฎหมายบัญญัติรัฐธรรมนู ญก็ไม่มีสภาพบังคับเช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 รวมทั้งหากไม่กำหนดองค์กรอิสระไว้ในรัฐธรรมนูญก็จะเป็นเหตุอ้างว่าไม่จำเป็นต้องมี หรือเกรงว่า สมัชชาพลเมืองจะสร้างความขัดแย้งไปตรวจสอบอำนาจรัฐ เป็นต้น...”
นี่ยังไม่นับรวม บรรดาพรรคการเมือง ที่ได้รับผลกระทบจากการร่างรัฐธรรมนูญที่เคร่งครัดในเข้าสู่การเมือง การตรวจสอบ และเอาผิดด้วย
เมื่อเป็นเช่นนี้ สิ่งที่ “คสช.”และ รัฐบาลพล.อ.ประยทธ์ จะต้องทำควบคู่ไปกับการควบคุมสถานการณ์การเคลื่อนไหว ให้อยู่ในความสงบก็คือ การสนับสนุนให้มีการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยมากที่สุด ตามข้อเสนอของหลายฝ่าย เพื่อให้เกิด“ความชอบธรรม” ในการยึดอำนาจ รวมทั้งเอื้อต่อการปฏิรูปประเทศในระยะยาวอย่างแท้จริง และ “ไม่ทำให้เสียของ” อย่างที่ต้องการ เพราะนี่คือ เกราะปกป้อง “คสช. และรัฐบาลชั้นดี ต่อให้มีกลุ่มเคลื่อนไหวไม่เพียงกลุ่มเดียว
ที่สำคัญคือ “คำมั่นสัญญา” ที่อยู่ในบทเพลงของ พล.อ.ประยุทธ์เอง ที่ต้องเร่งรีบคืนความเป็นประชาธิปไตย จากนั้นก็ลงจากหลังเสืออย่างสง่างาม
หาไม่ ก็ไม่รู้ว่า “คสช.” และรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จะปราบปรามประชาชนได้อย่างไร ทั้งยังต้องแลกด้วย “ภาพลักษณ์” ของการใช้อำนาจอยู่ร่ำไป ผลเสียจะมากยิ่งขึ้นแค่ไหน ก็นับว่าน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง






