ต้นทุนการกู้ยืมของกรีซพุ่งขึ้นแพงลิบลิ่ว ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยที่ผลตอบแทน (ยีลด์)
พันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ที่กรีซต้องจ่ายให้กับผู้ลงทุนทะยานถึง 12.25% ในขณะที่ยีลด์พันธบัตรอายุ 2 ปีล่าสุดต้องจ่ายสูงสุดถึง 35% พุ่งขึ้นทันทีในช่วงเวลาเพียงหนึ่งสัปดาห์จากระดับ 22% หลังจากที่กระแสข่าวเจรจาระหว่างรัฐบาลกรีซ และเจ้าหนี้ทรอยก้า ที่ประกอบด้วยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ธนาคารกลางยุโรป(อีซีบี) และสหภาพยุโรป(อียู) ต้องพบกับความล้มเหลวกรณีวงเงินกู้ช่วยเหลือก้อนใหม่ 7,200 ล้านยูโรเพื่อนำมาจ่ายคืนหนี้ครบกำหนดชำระคืนไอเอ็มเอฟ 1,600 ล้านยูโรภายในสิ้นเดือนมิถุนายนนี้ ซึ่งกรีซต้องยอมรับมาตรการรัดเข็มขัดอย่างเข้มข้น ที่กำหนดให้กรีซต้องทำงบเกินดุลในช่วง 4 ปีจากนี้ไปในระดับ 1%, 2%, 3% และ 3.5% ในช่วงปี 2015, 2016, 2017 และ 2018 ตามลำดับ
ในที่ประชุมผู้นำอียู 28 ประเทศได้ใช้เวลาเพียง 2 ชั่วโมง ถกปัญหากรีซที่ยังต้องเผชิญหน้า กับภาวะผิดนัดชำระหนี้โดยไม่มีข้อสรุปใดๆ นอกจากรับฟังรายงานของรัฐมนตรีคลังอียู ถึงการเจรจาระหว่างเจ้าหนี้กับกรีซยังมีช่องว่างที่มีความเห็นไม่ตรงกัน โดยต้องรอผลประชุมของรัฐมนตรีคลังยูโรโซนในวันเสาร์นี้ ซึ่งการประชุมของผู้นำอียู 28 ประเทศสามารถบดบังวิกฤติหนี้ไปชั่วขณะหนึ่ง ก่อนที่วิกฤติหนี้กรีซก็กลับสู่ความเป็นจริงเมื่อพบว่าสถานการณ์มีทั้งดิ่งลึกท่ามกลางจุดตาย (deadlock) ต่างๆที่รายล้อมอยู่ เพราะถ้าหากการเจรจาตกลงกันกับเจ้าหนี้ไม่ได้ กรีซก็จะไม่ได้เงินกู้ช่วยเหลือก้อนใหม่ใดๆ ดังนั้นกรีซจึงอยู่ในภาวะใกล้ผิดนัดชำระหนี้และล้มละลายมากขึ้นในวันที่ 30 มิถุนายนนี้ ถึงแม้ว่าบรรยากาศของการเจรจาที่เกิดขึ้นอย่างมาราธอนนานถึง 48 ชั่วโมงตั้งแต่วันพุธมาจบลงในวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา กระทั่งมาถึงชั่วโมงสุดท้าย ผู้อำนวยการของไอเอ็มเอฟโดยนางคริสติน ลาร์การ๋ด ยังงคงยืนยันว่าจะไม่รับข้อเสนอใหม่ของกรีซ
ไอเอ็มเอฟยืนยันให้กรีซต้องยอมรับแผนรัดเข็มขัด และตัดรายจ่ายงบประมาณในภาพรวมอย่างเข้มข้น โดยต้องมีขั้นตอนที่เป็นแผนปฏิบัติว่ารัฐบาลกรีซจะสามารถดำเนินการได้เป็นจริง นอกจากนี้ยังรวมเอาแผนการตัดเงินบำเหน็จบำนาญเข้ามารวมไว้ด้วย และยังรวมไปถึงการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม(VAT) สำหรับสินค้าทั่วไปเป็น 23% และอัตรา 13% กับจำพวกอาหาร ยา หนังสือเรียน ร้านอาหาร โรงแรม ภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็น 29% และการตัดลดเงินบำเหน็จบำนาญ 1% ในปีนี้ โดยทยอยปรับลดลงเหลือ 10% ของจีดีพี หลังจากที่พบว่ากรีซนั้นมีการจ่ายงบประมาณในส่วนนี้สูงสุดในยูโรโซนถึงอัตรา 16% เรียกได้ว่าสิ่งที่ไอเอ็มเอฟและเจ้าหนี้รายอื่นทั้งอีซีบีกับสหภาพยุโรป เป็นงานหินสำหรับกรีซเพราะต้องกลั่นกรองงบใช้จ่ายจนเหลือแต่กระดูกจริงๆโดยตัดไขมันออกไปให้หมด แต่ในที่สุดกระแสกดดันต่างๆก็จะตกอยู่กับรัฐบาล และยังต้องเผชิญหน้ากับประชาชนที่ชุมนุมต่อต้านแผนรัดเข็มขัดดังกล่าว
ทั้งนี้ มีคำพูดเขี้ยวๆที่หลุดออกมา ในที่ประชุมผู้นำสหภาพยุโรปว่า “Game Over” ที่จริงแล้วเป็นคำพูดที่ออกมาพร้อมกับนายอเลกซีส ซีปราส นายกรัฐมนตรีกรีซ ที่กล่าวกับผู้นำอียูว่า นี่ไม่ใช่เกม แต่มันอาจเป็นการบ่งชี้นัยสำคัญอะไรบางอย่างหรือไม่ว่า กรีซกำลังเตรียมตัวจะต้องออกจากกลุ่มยูโรโซน รวมทั้งสมาชิกของสหภาพยุโรป หากว่าการเจรจากับเจ้าหนี้ทรอยก้าและรัฐมนตรีคลังกลุ่มยูโรโซนในวันเสาร์นี้จะจบลงโดยไร้ข้อตกลงใดๆ ซึ่งนั่นหมายถึงกรีซจะยอมให้เกิดการผิดนัดชำระหนี้กับไอเอ็มเอฟในวันที่ 1 กรกฎาคมนี้ เกิดขึ้นเป็นบริบทสุดท้าย อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากวิกฤติหนี้กรีซจะยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะกับตลาดบอนด์ในยุโรปที่เกิดภาวะตึงตัวอย่างหนัก จากผลตอบแทนที่พุ่งขึ้นตามความเสี่ยงที่เพิ่มมากขึ้น และยังส่งผลกระทบที่เป็นลูกโซ่ถึงตลาดบอนด์เอเชียและประเทศตลาดเกิดใหม่อีกด้วย






