วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

หน้าที่รัฐต้องเกื้อหนุน ประชาชนทุกระดับ

ไม่ว่าจะเป็นประชาชนทั่วๆ ไป คนหาเช้ากินค่ำ เกษตรกรประเภทต่างๆ ผู้ใช้แรงงาน

 ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดใหญ่ คนยากจน คนมั่งมี รัฐบาลมีหน้าที่ดูแลทุกข์สุข จัดการสิ่งจำเป็นขั้นพื้นฐานแก่การยังชีพให้ทั้งนั้น แต่ใช่ว่าประชาชนทุกระดับจะต้องงอมืองอเท้า คอยรับความช่วยเหลือเจือจานจากเบื้องบนทุกสิ่งทุกอย่าง ในฐานะที่ต่างฝ่ายต่างก็ต้องเสียภาษีบำรุงรัฐเหมือนๆ กัน โดยเฉพาะภาษีมูลค่าเพิ่มที่แต่ละบุคคลต้องจ่ายโดยเท่าเทียมกัน ฉะนั้นคนที่มีโอกาสมากกว่า ดูดรับทรัพยากรมากกว่าก็ต้องรู้จักแบ่งปันให้คนที่ด้อยกว่า คนที่ด้อยโอกาสกว่าก็ต้องขยับขยายโอกาสให้ต่อยอดเพิ่มขึ้นทุกๆ รุ่น จึงจะเกิดการพัฒนาทั้งประเทศได้ เมื่อรุ่นต่อรุ่นพัฒนาขึ้นสภาพโดยรวมทั้งประเทศก็ต้องพัฒนาเป็นปกติ

การที่รัฐบาลหารือแนวทางแก้ปัญหาภัยแล้ง และมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร ในพื้นที่ที่ได้รับความเดือดร้อน โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เรียกประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) มีวาระสำคัญในเรื่องดังกล่าว ซึ่งนายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กำลังหารือกับกระทรวงการคลังเกี่ยวกับมาตรการจูงใจให้เกษตรกรที่ปลูกข้าวหันมาปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และถั่วเขียว โดยเบื้องต้นได้หารือกับภาคเอกชนแล้วพบว่าพืชทั้งสองชนิดมีตลาดรองรับอย่างน้อยปีละ1 แสนตัน และมีมาตรการสนับสนุนสินเชื่อโดยให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) เป็นผู้สนับสนุนสินเชื่อคล้ายกับมาตรการจูงใจชาวสวนยางให้ปลูกพืชชนิดอื่นๆ ซึ่งรัฐบาลเคยประกาศใช้มาแล้วคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายใน 2 สัปดาห์นี้

ตลอดจนการเร่งขุดบ่อน้ำบาดาล ที่พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจมีมติเห็นชอบอนุมัติงบประมาณจำนวน 84 ล้านบาท ขุดบ่อน้ำบาดาลในพื้นที่ที่มีปริมาณน้ำไม่พอสำหรับทำการเกษตรในพื้นที่ 8.5 แสนไร่เพิ่มเติมอีก 500 บ่อ เมื่อรวมกับบ่อวิชาการที่ขุดบ่อไว้ในพื้นที่ดังกล่าวแล้ว แต่ยังไม่ได้ปั๊มน้ำออกมา 330 บ่อ ทำให้มีบ่อน้ำบาดาลในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงรวม 880 บ่อ คาดว่าจะดึงน้ำใต้ดินขึ้นมาใช้ได้ประมาณ 2.2 แสนลูกบาศก์เมตร ช่วยเหลือพื้นที่เกษตรได้ประมาณ 1.3 แสนไร่จากพื้นที่ทั้งหมด 8.5 แสนไร่ ถือเป็นมาตรการเร่งด่วนที่ต้องช่วยเหลือกันไปตามความจำเป็น

ขณะที่ มาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอี ที่ถือว่ามีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ จากการที่ประเทศไทยมีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีกว่า 2.7 ล้านราย จ้างงาน 10.7 ล้านคน มีมูลค่าเงิน 4.5 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 37.4% ของจีดีพี การส่งเสริมธุรกิจเอสเอ็มอีจึงเป็นเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่รัฐบาลต้องส่งเสริม และหามาตรการช่วยเหลือ ซึ่งที่ผ่านมาผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมักมีปัญหาการเข้าถึงแหล่งทุน การหาตลาด และการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเหลือการดำเนินงานจากอดีตที่เทคโนโลยีมีราคาสูงและต้องการผู้รู้ผู้ชำนาญการโดยเฉพาะ แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีได้ปรับตัวให้ใช้งานง่าย ไม่ต้องจ่ายเงินมากเพื่อเป็นเจ้าของ แต่ใช้วิธีเช่าใช้ หรือจ่ายเมื่อใช้งานเท่านั้น หรือมีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านคอยให้บริการเป็นเรื่องๆ ทำให้สะดวกขึ้น หากแหล่งทุนปรับตัวเข้าหาผู้ประกอบการมากขึ้นโดยมีรัฐบาลเป็นผู้ค้ำประกันก็น่าจะช่วยเหลือผู้ประกอบการได้ดีกว่าเดิม ทุกปัญหามีทางแก้ไข ถ้ารัฐและเอกชนเรียนรู้ที่จะช่วยเหลือเกื้อกูลกัน และต้องร่วมกันวางแผนระยะยาวเพื่อพัฒนาประเทศให้เจริญเติบโตก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง