วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

Spiral Model : ช่องทางหาเงินของคนทำสื่อ

วันนี้ต้องขอเขียนเรื่องที่เป็นวิชาการอีกครั้งหนึ่งครับ หลังจากที่ครั้งที่แล้วได้เขียนเรื่องเกี่ยวกับการผลิตเนื้อหาสื่อไป

วันนี้ของพูดถึงโมเดลการทำการตลาดของสื่ออย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นโมเดลการตลาดที่ผลิตภัณฑ์อื่นๆ อาจทำตามไม่ได้นอกจากสื่อ เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Spiral Model ครับ

มีนักเรียนหรือคนหลายคนสงสัยว่า สื่อหาเงินมาจากไหน จากโฆษณาเพียงอย่างเดียวหรือเปล่า คำตอบคือ ไม่จำเป็นครับ แล้วแต่ว่าสื่อนั้นๆ จะเชี่ยวชาญหรือเก่งด้านการหาเงินมากน้อยขนาดไหน หากสื่อที่ไม่ค่อยเชี่ยวนักก็อาจใช้วิธีทั่วๆ ไป ภาษาวัยรุ่นๆ เรียกบ้านๆ เช่น การโฆษณาเพื่อให้คนมาดูเท่านั้น ซึ่งจริงๆแล้วการหารายได้จากการทำสื่อนั้น มีเยอะมากครับ ถ้าเป็นโมเดลก็มีหลายโมเดลครับ แต่อย่างที่กล่าวไป โมเดลที่ผมต้องการพูดถึงในวันนี้คือ Spiral Model

ขออธิบายคำจำกัดความของคำว่า Spiral Model ให้ฟังกันเสียก่อนครับ Spiral Model คือ การที่สื่อพยายามผลักดันให้คนดู หรือผู้เสพสื่อนั้น เพิ่มการใช้ Platform ในการเสพสื่อให้มากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อประโยชน์ทางการตลาดนั่นเอง

การตลาดโดยใช้ Spiral Model นี้ ใช้กันอยู่มากในบ้านเราครับ ดูได้จากรายการทีวี หรือแม้แต่รายการวิทยุต่างๆ เดี๋ยวนี้จะพยายามให้คนโหลดแอพพลิเคชั่นต่างๆ ติดตามทางเฟส ตามต่อกันใน IG เยอะแยะไปหมด อย่างผมเป็นแฟนรายการวิทยุคลื่น Greenwave 106.5 เป็นมาตั้งแต่วัยรุ่น จนวัยไม่รุ่นแล้ว แต่ก่อนแค่ขับรถออกจากกรุงเทพฯ ไปไม่เท่าไหร่ก็จบกันแล้ว ฟังกันต่อไปไม่แล้ว ไม่ต้องพูดถึงเลยว่า ตอนไปเรียนต่อที่อเมริกาจะได้ฟังหรือเปล่า ซึ่งในสมัยนี้ ไม่ใช่แค่จะฟังทางอินเทอร์เน็ตได้อย่างเดียว ฟังผ่านแอพพลิเคชั่นทางมือถือก็ได้ สมัยก่อนเราจะขอเพลงต้องใช้โทรศัพท์เพียงอย่างเดียว เอาจริงๆ สมัยเด็กเลยผมต้องเขียนจดหมายเสียด้วยซ้ำ แต่พอยุคสมัยนี้ ฝากเพลงผ่านทางแอพ เขียนของเพลงทางไลน์ ทางทวิตเตอร์ ทางเฟส แชร์ประสบการณ์ทางเฟสได้แล้ว คำถามคือ การกระตุ้นให้คนไปใช้ แพลตฟอร์ม อื่นๆ ในการเสพสื่อนั้นดีและมีประโยชน์อย่างไร

แน่นอนว่า การกระตุ้นให้คนย้ายแพลตฟอร์มในการเสพสื่อนั้น ส่งผลดีต่อผู้ประกอบการสื่อ เพราะประโยชน์และการใช้สอยในแต่ละแพลตฟอร์มนั้นต่างกันอย่างสิ้นเชิง ดังนี้ เริ่มจากยุคสมัยที่เป็นทีวี วิทยุ สิ่งพิมพ์ หรือที่คนในวงการสื่อจะพูดกันง่ายๆ ว่า เมนสตรีมมีเดีย (Mainstream Media) นั้น ค่อนข้างมีข้อจำกัดหลายๆ อย่าง อย่างที่เห็นได้ชัดที่สุด คือ สื่อเหล่านี้เป็นสื่อทางเดียว หรือOne-way communication ผู้เสพสื่อจะทำหน้าที่รับอย่างเดียว นั่งดู นั่งอ่าน นั่งฟังเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถโต้ตอบ สนทนาใดๆ ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ ย่อมทำให้ผู้ประกอบการสื่อ ไม่ได้รับ Feedback ที่อาจเป็นประโยชน์ต่อการทำการตลาดได้ นอกจากนั้น การที่เป็นผู้เสพสื่อแบบผู้รับสารอย่างเดียวกัน ไม่สามารถทำให้เกิดความซื่อสัตย์ หรือจงรักภักดีต่อสื่อนั้นๆ ได้ ไม่แค่นั้น หากมองกันด้านเนื้อหาแล้ว สื่อกระแสหลัก หรือ Mainstream Media นี้ ค่อนข้างมีพื้นที่จำกัด หรือเวลาจำกัดอีกด้วย

ดังนั้น สิ่งที่จะช่วยด้านการตลาดเพื่อสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการสื่อได้คือ การผลักดันให้คนไปเสพสื่อกันต่อ ผ่านทางแพลตฟอร์มอื่นๆ นั่นเอง เพราะแต่ละแพลตฟอร์มก็มีประโยชน์ที่ต่างกันออกไป คำว่าแพลตฟอร์มอื่นๆ มีอะไรบ้าง เช่น อินเทอร์เน็ต แพลตฟอร์มนี้ ช่วยได้มากหากสื่อต้องการจะให้ข้อมูลกับผู้เสพเพื่อจะสร้างความจงรักภักดี เช่น หากคุณผลิตละครมาสักหนึ่งเรื่อง คนดูติดกันงอมแงม แล้วผู้ผลิตละครรู้สึกว่า ระหว่างที่คนดูไม่ได้ดู ช่วง 5 วันนี้กลัวคนดูจะลืม จึงเปิดเพจขึ้นมา เพื่อให้คนดูได้ดูภาพเบื้องหลัง ได้ฝากอะไรให้กับนักแสดง ได้แชร์กัน เมาท์กันระหว่างแฟนละคร สิ่งเหล่านี้ ล้วนแต่เป็นสิ่งกระตุ้นให้คนดูมีความจงรักภักดีต่อสื่อนั้นๆ เป็นอย่างยิ่ง

ไม่ใช่แค่อินเทอร์เน็ตเท่านั้น สื่อสังคม หรือ Social Media ก็มีส่วนอย่างยิ่งในการสร้างความจงรักภักดี และต่อยอดเพื่อหารายได้ให้สื่อได้ การให้คนดูได้ ไลน์ ได้แชท ทำให้คนดูมีความรู้สึกอยากติดตามละครเรื่องนั้นต่อๆ ไป นึกถึงเวลาที่เราไปที่ทำงานแล้วได้เมาท์เรื่องละครกับเพื่อนที่ติดละครเรื่องเดียวกัน มันสนุกขนาดไหน แฟนละคร หากมีกลุ่มได้เมาท์ได้แชทก็สนุกประมาณนั้น มันก็ยิ่งทำให้อยากดูขึ้นไปอีก ไม่แค่นั้น ละครบางเรื่องยังมีการแจกรางวัลผ่านทางการใช้ Social Media ที่ไม่ต้องเป็นอะไรมาก เสื้อยืดลายเซ็นนักแสดงแค่นี้ก็ฟินเวอร์แล้ว สำหรับแฟนละครอย่างเราๆ

ดังนั้น คงไม่ต้องแปลกใจกันอีกต่อไปว่า ทำไมเดี๋ยวนี้ รายการทีวีหลายรายการจึงพยายามผลักไสไล่ส่งเราชาวคนดู ไปใช้แอพพลิเคชั่น ใช้เฟส ใช้อินเตอร์เน็ตเสียเหลือเกิน ก็เพราะการข้ามไปใช้แพลตฟอร์มอื่นนั้น มันสามารถสร้างประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการสื่อในรูปแบบของมันได้ และมันทำให้คนดูอย่างเรา เข้าถึง จงรักภักดี และที่สำคัญ “ติด” รายการเขามากขึ้นๆ ไปอีกนั่นเอง

 --------------

ชีวิน สุนสะธรรม รองคณบดี

คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยเนชั่น