24 มิถุนา..เวียนมาครบรอบปีที่ 83 แห่งการอภิวัฒน์สยาม หรือปฏิวัติประชาธิปไตย ก็สุดแท้แต่จะเรียกขาน
ในบทนำนิตยสาร “ทางอีศาน” ฉบับเดือนมิถุนายน ได้รจนาการเปลี่ยนแปลงอันยาวไกล ด้วยภาษาอันงดงาม จึงขออนุญาตนำมาถ่ายทอดไว้ในบัญชรนี้
"จากวันปฏิวัติประชาธิปไตย 24 มิถุนา 2475 มาถึงเดือนมิถุนายน พ.ศ.2558 เวลาแห่งการไหลลดคดเคี้ยวของสายธารประชาธิปไตยผ่านมาไกล 2-3 ช่วงอายุคนแล้ว แต่สั้นนิดเดียวในขั้นตอนพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ
"ความหอมหวนของแนวคิดรักชาติ รักประชาธิปไตย ปรารถนาให้บ้านเมืองเจริญทัดเทียมอารยประเทศ แวดล้อมจิตใจคนหนุ่มสาวยุคนั้นให้กระชับมั่นเป็นกลุ่มพวกเดียวกัน ไม่มีสถาบัน ไม่มีรุ่น ไม่มียศชั้น ไม่มีไพร่ผู้ดี มีแต่อนาคตอันสดใสอันเกิดแต่แสงสว่างแห่งรัฐธรรมนูญที่ฉายให้เห็นเสรีภาพ ความเสมอภาค และภราดรภาพ
“เภทภัยที่เผชิญหน้าผู้ยึดมั่นในกฎการเปลี่ยนแปลงในยุคนั้นได้แก่ ความคิดอนุรักษ์เผด็จการ และภัยจากประเทศมหาอำนาจในฐานะประชาชนคนเฝ้าติดตาม ศึกษา และมีส่วนร่วมในยุคต่อมา เราได้เห็นระบอบประชาธิปไตยซึ่งเป็น ”ศาสตร์“ ที่ยังประสิทธิผลในโลกตะวันตก แต่สำหรับสังคมไทย กล่าวได้ว่าไม่พัฒนาคืบหน้าไปจากที่ ”คณะราษฎร“ ก่อการไว้”
ในปีที่ 83 เรายังเห็นผู้คนในสังคมไทย ถกเถียงกันเรื่อง “ประชาธิปไตย” บ้างก็ว่า สิ่งที่เห็นและเป็นอยู่ในเวลานี้คือ “ประชาธิปไตยแบบไทย” ไม่ใช่เผด็จการทหาร
วาทกรรม “ประชาธิปไตยแบบไทย” ก่อเกิดมาแต่สมัย “ผ้าขาวม้าแดง” โบกปลิวไสว และ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ อธิบายชัด
จอมพลสฤษดิ์ เป็นผลผลิตภายในประเทศ แนวคิดประชาธิปไตยแบบตะวันตกและลัทธิเสรีนิยม จึงเป็นสิ่งที่ไม่ได้ปลูกฝังอยู่ในจิตใจของจอมพลสฤษดิ์ ประกอบกับอาชีพทหารและวิถีชีวิตทหาร ที่เน้นหนักไปในทางใช้อำนาจมาแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง
ความล้มเหลวของคณะราษฎร ได้นำไปสู่ข้อสรุปขั้นต้นในจิตใจของจอมพลสฤษดิ์ว่า การเมืองไทยต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักการเมืองไทย และความเหมาะสมของสภาพแวดล้อมแบบไทยที่มิใช่แบบตะวันตก
นั่นก็คือ การปกครองที่เป็นไปในรูปแบบของประชาธิปไตยแบบไทยนั่นเอง
ผ่านจากยุคสมัยสงครามเย็น มาจนถึง “สงครามสี” วาทกรรมประชาธิปไตยแบบไทยก็หวนกลับมาอีกครั้ง โดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เฝ้าพร่ำบ่นเรื่องประชาธิปไตยในทัศนะของผู้นำทหาร ผ่านจอแก้วทุกค่ำคืนวันศุกร์
ไม่ขอขยายความต่อ ทิ้งไว้คิดเพียงเท่านี้ แต่จะขอเชิญชวนผู้สนใจการบ้านการเมืองไปที่สถาบันปรีดี พนมยงค์ ในวันที่ 24 มิถุนายน 2558 เนื่องจากมีงานใหญ่ “ครบรอบ 83 ปี การอภิวัฒน์สยาม 24 มิถุนายน 2475 ครบรอบ 20 ปี สถาบันปรีดี พนมยงค์ครบรอบ 70 ปี วันสันติภาพไทย (สิ้นสุดสงครามโลก ครั้งที่ 2)”
กิจกรรมภายในงานวันนั้น มีการแสดงปาฐกถาปรีดี พนมยงค์ หัวข้อ “ผู้หญิงก่อน-หลัง การอภิวัฒน์ 24 มิถุนายน 2475” โดย ดร.ไทเรล ฮาเบอร์คอร์น อาจารย์และนักวิชาการภาควิชา Political & Social Change Australian National University และการอภิปรายหัวข้อ “ปรีดี พนมยงค์ กับ รัฐธรรมนูญ ๓ ฉบับ ที่ท่านเกี่ยวข้อง”
บังเอิญว่า การจัดงานของสถาบันปรีดี พนมยงค์ ในปีนี้ อยู่ในบรรยากาศ “ขอเวลา” ปฏิรูปประเทศของ คสช. จึงคาดว่าวันนั้น จะมีเจ้าหน้าที่ทั้งในเครื่องแบบและนอกเครื่องแบบ มาร่วมฟังกันมากหน้า
ก่อนหน้าจะถึง 24 มิถุนา..หน่วยข่าวความมั่นคงก็หาข่าวกันให้วุ่น ด้วยกังวลว่า จะมีรายการลองของแบบที่หน้าหอศิลป์ฯ อีกรอบ
หลายคนบอกว่า สถานการณ์อึมครึมแบบนี้คล้ายก่อนจะเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลา แต่มีบางคนแย้งว่ามันน่าจะเป็นรายการโหมโรงของ 6 ตุลา(รอบใหม่) เสียมากกว่า






